| หนุ่มหล่อ 的个人资料ไม่สังเคราะห์แสง照片日志列表 | 帮助 |
|
ไม่สังเคราะห์แสง10月30日 อินทรีไร้รังบอกตามตรงว่าแค่คิดว่าอีกไม่กี่วันก็จะต้องบินอีกแล้วก็ทำให้เครียดและป่วยมาก ๆ เลย
มันเหมือนกับจะอ๊วกด้วย แต่ไม่ใช่อาการของคนเมาเครื่องบินนะ แต่มันอึดอัดน่ะ
คงเพราะต้องอยู่คนเดียวนาน ๆ ไม่มีอะไรทำ
การรอคอยหรือยืนเข้าแถวเป็นเวลานาน ๆ
แล้วก็เครื่องบินตก
เมื่อเดือนที่แล้วเดินทางจากกรุงเทพไป มะนิลา ไม่มีอะไรเกิดขึ้น 3 ชม. ชิว ๆ เครื่องดีเลย์ตามประสาชาติมัน
แต่แหม ได้พักมะนิลาแป๊บบบบเดียว ก็ต้องบินอีกแล้ว คราวนี้ไปเซบู
อุตส่าหอมเอาดาวินชี่โคดไปอ่าน
แต่เอาเข้าจริง ได้แต่สวดมนณ์
เครื่องบินโครงมาก ลำตัวเครื่องบิดด้วย น่ากลัวมาก ๆ จะไม่ให้กลัวได้ไง ก็เครื่องคันเล็กอย่างกะรถเมล์เขียว
แล้วขับผ่านพายุเข้าไปเนี๊ยะนะ
แค่คิดก็สั่นแล้ว
จิตใต้สำนึกบอกเลยว่า "กูตายแต่ กูตายแน่ แม่จะรู้มั๊ยว่ากรูเอาเงินอีกแสนไว้กับอีกบัญชีนึง แล้วใครจะไปทวงหนี้ให้ล่ะนี่"
โอ๊ย ต่าง ๆ นา ๆ
สรุปเลยว่า เกลียดการเดินทางแบบนี้ แต่ก็เลี่ยงไม่ได้จริงๆ
เหมือนแมทบังคับเลย
แอะอะต้องบินตลอดเลย
ให้กรูลงเรือบ้างเถอะครับ
หรือไม่ก็อยู่บนบกแบบยาว ๆ
นี่ดีนะเนี๊ยะไม่ได้เป็นสจ๊วด ป่านนี้กรูประสาทแดกไปแล้ว
โอ๊ย ไม่อยากบินเลย............ 10月9日 โอยโอย
ก็อย่าหาว่าอย่างงั้นอย่างงี้เลยนะ
พักนี้ไม่รู้เป็นอะไรจะว่าสุขก็สุขนะ จะว่าทุกข์ก็ทุกข์
ขนาดเมื่ออาทิตย์ก่อน ถ่อไปถึงโบฮอล ไปทักทายทาเชีย ญาติสนิท ก็ยังเป็นทุกข์อยู่
ไปดำน้ำดูดงสาหร่ายที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลกก็ยังมีทุกข์อยู่
ไปดำน้ำ ดูความเป็นอยู่ของปลาการณ์ตูนในธรรมชาติ
บ้านปลาการ์ตูนใหญ่กว่าตัวเราอีก อลังการเหลือเกินว่ะ
แต่ก็ยังรู้สึกว่า มันไม่ใช่น่ะ
คือเข้าใจป่ะว่า มันไม่ เสถียรน่ะ
รู้ ๆ อยู่ว่าเดี๋ยวมันก็หมดวันอีกแล้ว
ช่วงนี้ก็วนเวียนอยู่แต่กับเรื่องเดิม ๆ
เขียนอะไรก็ไม่รู้เรื่องด้วย
บก.ก็เตือนมาแล้วแต่ก็ยังไม่ปรับปรุงตัว ฮ่า ฮ่า
แหม ก็คนมันเตรียมตัวจะออกอยู่แล้วนี่นะ
มีงานใหม๋ ๆ เข้ามาบ้าง มีโอกาสได้ไปประเทศอื่นบ้าง แต่ก็ยังรู้สึกว่า
เฮ่ย นี่มันใช่หรอก
กับความรักคงไม่ต้องพูดถึง มันเหมือนกับว่า ไม่มั่นคงตั้งแต่แรกแล้ว
จะบอกว่าไงดีล่ะ ในเมื่อมันไม่มั่นคงก็คือไม่มั่นคงน่ะ
อ่อ
ถึงบรรทัดนี้ เฉลยความเป็นมนุษย์กันอีกซักหน่อยดีกว่า
ปุจฉา
ทำไมคนบางคนถึงชอบถามคำถามว่า รักฉันมั๊ย?
วิสัจชนา
เพราะเค้ารู้สึกถึงความไม่มั่นคงในความรัก และรู้สึกไม่แน่ใจว่า สิ่งที่เค้าได้รับนั้นมันใช่ความรักหรือไม่
**************
ฉันก็รู้เธอก็รู้
******************* 10月4日 น้ำตาไหลมันก็เป็นซะอย่างนั้น
ช่วงนี้จิตใจอ่อนไหวว่ะ เป็นอะไรก็ไม่รู้
อาจจะเป็นเพราะทีวีและดีวีดีที่บ้านพังเลยฟุ้งซ้าน
อ่านหนังสือเอาก็ได้ว่ะ
ล่าสุดเอา ลีโอนาโด ดาวินชี มาอ่าน กรูยังจะร้องไห้เลย
เหงาว่ะ
เอาหนังสือ ทักษิน where are you มาอ่าน
เออ กูก็เหมือนทักษินเหมือนกันนะ เป็นคนไทยแท้ ๆ แต่ไม่ได้อยู่เมืองไทย
เศร้า
มันจำเป็นก็เข้าใจ คนเรามันต้องเดินตามหาความฝันนั้นแหละ
ที่ทำทั้งหมดสุดท้ายก็เพื่อพ่อ แม่ และก็ตนเอง ไม่มีใครอื่นหรอก
ไอ้เรามันก็เห็นแก่ตัวน่ะ จะโทษคนอื่นก็ไม่ได้
บินเป็นนกเลยว่าป่ะ?
******************
ในขณะที่เราเดินตามหาความฝันของเราอยู่
คนบางคนกลับรู้สึกว่า เราวิ่งหนีเค้าไป
นี่เรามาไกลเกินกว่าที่จะถอยหลังกลับได้แล้ว
จะมีใครตามเราทันรึเปล่าน่ะ
คงไม่มี
********************
ความรัก
ทุกอย่างถูกปล่อยวาง ไม่ฝืนอะไรอีกแล้ว
จะอยู่จะไปก็ขึ้นอยู่กับดวงแล้ว
เอามาแขวนกับความดื้อรั้นของตัวเองไปก็ไม่มีประโยชน์
ตบมือข้างเดียวมันไม่ดังอยู่แล้วนี่
*******************
10月3日 มาว่ากันเรื่องของ มาตราฐานเวลากันเวลาของคนเรามีเท่ากัน
แต่มีบางคนเอาเวลานอนมาใช้
เหมือนเอาเวลาในอนาคตมาใช้ก่อน
มันก็คล้าย ๆ กับบัตรเครดิตน่ะแหละ
21 วันที่อยู่ที่นั้น ฉันนอนวันละ 2 - 3 ชม.เท่านั้น
และหลาย ๆ วันก็ไม่ได้นอนเลย
จนวันนึง ร่างกายมาทวงเวลาที่หยิบยืมไป โดยคิดดอกเบี้ยทบต้นด้วย
ผลคือ มันทำให้เรานอนยาวถึง 12 ชม. พร้อมอาการป่วยอีกตะหาก
จากโจทย์ข้างต้น จงตอบคำถามต่อไปนี้
1. เอาเวลาไปทำอะไรนักหนา ทำไมไม่หลับไม่นอน?
ตอบ เอาเวลาไปทำธุระ ธุระไหนสำคัญมากก็ให้เวลามาก ลดหลั่นไปตามรำดับ
2. คุ้มค่ามั๊ย กับอาการป่วย?
ตอบ คุ้มค่ามาก ย้อนเวลาไปได้ก็คงจะทำแบบนี้อีก
3. มีอะไรที่ยังไม่ได้ทำอีกมั๊ย
ตอบ มีนะ ยังไม่เจอเพื่อน อีก 6 คน กลุ่ม บีบีซี ที่เหลือเลย แล้วก็ยังไม่เจอเพื่อน ๆ ในกองทัพด้วย คิด ๆ ดูแล้ว เรามีเพื่อนเยอะเกินไปรึเปล่านะ?
วันนี้เท่านี้ก่อน เพราะต้องเขียนหนังสือส่งให้ บก.ตรวจสอบอีก ไว้จะมาโม้ใหม่
ปัจฉิมลิขขิต. ตอนนี้เรายังคงใช้มาตราฐานเวลาของนักศึกษาแพทย์อยู่คือนอนวันละ 4 ชม.เท่านั้น 8月16日 F. FishMy home was previously located in bangkok near the wet market. I was very happy that our home was near my primary school where i was studying and lucky for us because in our place there was a small aquarium shop.
I knew the kind fishmonger because he would invite me to visit his aquarium shop everytime i passed by after school to show me his exotic fish .
I wondered where those fish came from. He said all of those fish came from the Amazon river in Brazil.
I brought some fish to my home almost everday. All of them died because I did not have any knowledge how to take care of them. I don't even own a small aquarium yet. At that time i only had a bathtub in the bathroom for the fish.
The number of fish had been reduced as they died one by one. One day my dad gave me a small aquarium because he thought I preferred to kill the fish after feeding them.
The begining of unlucky fish was the "Gold Fish" - (I don't understand what you mean by this sentence.)
Everyone knows gold fish can eat instant food.
Did you know the Gold Fish has the ability eat more?
It can eat oranges or many fruit like durian or anything you have.
It's can eat pebbles for to help digestion.
It can eat moss, seaweeds, lichens and vegetables or the food we eat.
Our lovely gold fish can eat living small fish even it was their baby and they would attack them in the tank.
Most Gold Fish have short memory about 12 seconds but not all. Some "Gold Fish" are able to remember the owner and says their owner's name "bob" "bob" "bob" hehe i'm joking
I'm very sure whoever read this story until this line would exclaim " Unbelieveable fish " for sure
Thanks.
Man 8月13日 KaropHis name was karop. He was a bad boy in junior hight school and he was a statutory heir of this school too. He could do anything he needs and nobody would punished him. He was very riches indeed. Because I ever been his home before. May be his home would bigger than our company. You would trust me after you read this story.
We were always played bassketball each other and He ran faster than a ball. How could it be right? but it's alway happend with him. He had a black skins brown eyes and skin head styles. He was a half Thai half Portugal. and we were call him "i dum" in this meaning is "darker" but i alway call him Karop.
Once day Mr. karop went to my home to taken a lunch and my mom said behind him " I thought your friend look dirty and so cheap"
" Why did you say like that? " I asked
" Because your friend has a black skins wearing a really old dress and he has a pairs of damage shoes and moreover he did not say hallo to me" said my mom
Afterward I asked karop "why you have not said hallo with my mom because that was a very good manner. If you meet someone older than you in our country you ought to do for show whoever you met that how much you respected on of them. And you should respects my mom as well.
" Ok I will do it for the next time and I’m sorry to did it. I never know that the bad manner before because nobody ever taught me even my dad cause I have a really big family I met my relatives everyday and I never say “sawasdee” with them ever" said karop
I understood at that time. Why karop did not say “sawasdee” with my mom. Same as me and my sisters we never say “sawasdee” together since we were born because we were so close and see each other everday. we were say sawasdee with whoever older than you and long time no see that peoples.
He said “Sawasdee” with my mom before be came back home and my mom never thought karop was a poor person ever. She did not hated my friend becoze his dresses dirty or something eles. but she doesn’t like some one who have no manners.
I told my mom that "this person not attended about dressing or whatever have a volueables he was a artist he interested about animals, plant, and cartoon as I was.
Karop’s home had many parrot from amazon rain forest, fishes from amazon river, turtle fly river from australia, normal peacock and white peacock from india, wild boar from sound of Thailand, python from indonisia, iguana from maxico and certainly sure he had many dogs
Could you imagination how big it was and to feed all of them?
Me and Karop always talking about animals and we were begun to smoke when we were 16 year olds. We thought It’s great and everyone looked at us. We so pounded of ourself but in truthful it so dreadfully things to do and make us addicted in smoking.
I think this is more than 3 years I have not see him and I very missing him indeed. Anywhere even though I will go back to Thailand in this September I would see him at the hell Or talking to him by the phone either.
Why in the hell?
What happened with him?
To be continue…. 2月22日 ไม่รู้ว่าจะได้พบกันอีกเมือ่ไหร่แอบไปอ่าน bloge ของพี่ส้มมา ก็เลยอยากจะ up กับเค้าบ้าง นานแล้วไม่ได้ up เหมือนกัน
ช่วงนี้ ชีวิตลุ่ม ๆ ดอน ๆ ชีพจรรองเท้าตลอด ไม่ได้อยู่ที่ไหนนาน ๆ ซักที เหนื่อยกับการเดินทางเหลือเกินครับ
เรื่องเงินมีปัญหาบ้างนิดหน่อย คือไม่มีที่เก็บ มันเยอะมาก เฮ่ย ล้อเล่น มีนิดนึง พอกินข้าวได้สองชามต่อมื้อ แต่ไม่รู้จะส่งเงินให้พี่บ้านยังไงดี เพราะดัน เอา atm ติดตัวมาด้วย แย่จัง
ปีที่ผ่านมา มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นมากมาย ได้เล่นฟุตบอล ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเล่นเลย แตะเข้าบ้าง ไม่เข้าบ้าง เล่นทีไรก็เดินขากระเผกกลับมาทุกครับ ส่วนใหญ่เกิดจากการทำร้ายตัวเอง
ได้ตีแบต กีฬาที่ไม่เคยเล่นมาก่อนเหมือนกัน มาหัดเอาที่นี่ ปกติจะตีกับพี่สาวหน้าบ้าน เมื่อหลายสิบปีก่อน
เดี๋ยวนี้ได้ตีที่คอร์ตจริง ๆ ก็สนุกดีเหมือนกัน
ได้ไปเที่ยวทะเล หลายหาดมาก ไปภูเขาไฟตะไกไต บาเกียว และอีกหลาย ๆ ที่ ล่าสุดกำลังจะไป cebu อีกแล้ว ที่ฟิลิปินส์นี่ เที่ยวเยอะมาก ๆ ไม่เคยอยู่บ้านเกินสองวันเลยตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่
ได้ซื้อรองเท้าหลายคู่ ได้ใส่เล่นหลายคู่ รองเท้าหลาย ๆ คู่ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้ใส่ เพราะไม่มีปัญญาซื้อใส่แน่ ๆ แต่ก็โชคดีได้ใส่จนเต็มอิ่ม ตอนนี้กิเลศเรื่องรองเท้าหรือแฟชั่นก็ไม่ค่อยมีแล้ว รู้จักปล่อยวางกับของนอกกายมากขึ้น
รู้จักคนมากขึ้น เราเปิดเวปด้วย มีเพื่อน ๆ มากมาย มีน้องที่น่ารักหลายคนเข้ามาทักทายกันทุกวัน มีคนมีความรู้เยอะมาก ๆ ที่คุยกับเราทุกวัน จากกบในกะลา เพื่อน ๆ ค่อย ๆ แง้มกะลาของเราออกมาสู่โลกภายนอก
ได้ทำอาหารกินเองเยอะมาก อยู่เมืองไทยคิดว่าทำเยอะแล้ว อยู่นี่ทำเยอะกว่าสองเท่าสามเท่า ตอนนี้ทำกับข้าวได้เยอะมากขึ้น อร่อยขึ้น มั่นใจว่าอร่อยกว่าร้านอาหารบางร้านในไทยแน่นอน เพราะเราเน้นใส่ผงชูรสเยอะ ๆ ฮ่า ฮ่า ฮ๋า
ได้เล่นการพนัน ที่คาสิโนบ่อยมาก เจ้ามือคือ พี่วิน พี่แอ๊ค สองคนนี้สุดยอดเจ้ามือนรกแล้ว เอาตังค์คืนกรูมาเลย แหะ แหะ เล่นกันทั้งวันทั้งคืน ได้เสียกันประมาณ 15 บาท คุ้มค่ากับเสียงหัวเราะตลอดเวลาที่บ้าน ซานตาเมซ่าจริง ๆ
มาถึงบรรทัดนี้แล้วอยากจะบอกว่า
พี่วิน --- ขอบคุณครับสำหรับการไปธนาคารที่โครตพ่อโครตแม่ไกลให้ผมหลายเดือนที่ผ่านมา ผมไม่เคยรู้เลยว่าพี่ต้องดิ้นรนไปไกลและรถติดโครตพ่อขนาดนี้เพื่อผม ขอบคุณมากจริง ๆ ครับ และยินดีด้วยที่พี่เลิกบุหรี่ได้ ใจจริง ๆ
ไอ่โน --- เป็นเทพแห่งเกมส์ ไปแล้ว รักษาตัวด้วย อย่ามัวแต่กินไก่ทอด และอย่าไปร้าน เบสเฟรนบ่อยมาก มันเสียดุล นี่กูหวังดีนะเนี๊ยะ อ่อ นอนเยอะ ๆ หน่อยมึงอ่ะ กูเห็นมึงนอนนับครั้งได้เลยอ่ะ
พี่แอ๊ค - - - เอาตังค์กรูคืนมาเลย หรือไม่ก็ซื้อขนมเลี้ยงน้องบ้าง ออก option บ่อยนะเราน่ะ โกงป่าวว่ะ พูดแล้วฉุน
พี่ส้ม - -- ขอบคุณมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆๆ ๆ ๆสำหรับการให้ความช่วยเหลือนับครั้งไม่ได้ ขอความช่วยเหลือแทบจะตลอดสองปีเลย 55555 ขอบคุณมาก ๆ ครับ
พี่ตั้ม พี่แหม่ม -- สองคนนี้ต้องพูดรวม ๆ กัน เพราะเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักของกรุงมะนิลาไปแล้ว ขอบคุณสำหรับข้อคิดดี ๆ และอาหารชั้นเทพหลาย ๆ มื้อครับ อร่อยมาก ๆ อร่อยมากจริง ๆ
พี่วิทย์ พี่นนทร์ - - ขอบคุณสำหรับการให้ความช่วยเหลือน้องคนนี้ ทั้งเรื่องธุรกิจ หรือข้อคิดต่าง ๆ มีวันนี้ได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะพี่ ๆ นะครับ
พี่ยม - - ขอบคุณสำหรับทุกอย่างครับ ต้องขอโทษที่หัดให้พี่ทำในสิ่งไม่ค่อยดีตอนอายุมากแล้ว 555 แล้วก็ไปแย่งที่นอนที่บ้านอีกบ่อย ๆ 555 ขอบคุณครับขอบคุณ
มิลล์ -- หมาน้อยจอมสกปรก เดี๋ยวนี้โดนไอ่โนตัดขนออกหมดแล้ว ดูล่าเริงขึ้นเยอะ ดีแล้วล่ะ จะได้อาบน้ำได้ง่าย ๆ กรูไม่อยู่อาบน้ำให้เมิงแล้วนะเว่ย รักษาความสะอาดหน่อย สาด อย่าทำตัวแบบใครบางคนที่บ้านนั้นนะเข้าใจป่าว......
เจอร์วิ่น - -- - สมมติว่าเมิงอ่านภาษาไทยออก คายเบียร์กับเนื้อในตู้เย็นคืนมากเลย คืนนั้นกรูเห็นนะเว่ย
ไอ่จวย ---- ไม่พูดดีกว่า เพราะท่าทางเมิงจะอยุ่อีกนาน ยังไงไปรับกรูที่สนามบินอย่าให้ขาดนะเฟ้ย เดี๋ยวจัดทีเด็ดไว้ให้ อิอิอิอิ เอ่อ แต๊งกิ้วสำหรับคำแนะนำในหลาย ๆ เรื่อง ขอบใจน้องชาญคนนี้จริง ๆ
พี่รอน --- พี่รอนเป็นคนดี แตกต่างกับไอ่จวยเยอะ ขอบคุณสำหรับทุกอย่างครับ ผมไม่อยากเอาพี่รอน กับไอ่จวยมาเทียบกันนะ อิอิอิอิ ย้อเย้นน
มาริส -- - สมมติว่าเธอเข้าใจภาษาไทยเหมือนเจอวิ่นนะ เราอยากจะบอกเธอว่า เรายังจำน้ำขิงที่เธออุตส่าจำได้ว่าเราเจ็บคอตอนเช้า แต่มาเคาะประตู เอาซองน้ำขิงมาให้ตอนค่ำ ๆ ได้ดี ขอบคุณมาก ๆ กับน้ำใจที่แสนดี เหมาะสมแล้วที่ได้ผู้ชายดี ๆ อย่างพี่รอนไปครอบครอง
ครอบครัวเด็กอ้วน -- - บอกตามตรงว่าเราหมันไส้ครอบครัวนายอ่ะ โดยเฉพาะลูกชายตัวอ้วนของนายทำเราฟิวขาดหลายครั้งแล้ว ชอบมาแอบดู บางวันมีแง้มประตูบ้านมาดูเราด้วย ชะชะ เดี๋ยวตบเกรียนแตกเลย
wilson หรือ พี่อู๊ด - - พูดแบบไม่อายเลยคือ ตอนนี้เราก็ยังฟังคำพูดที่นายพูดกับเราไม่ค่อยออกอยู่ดี จะ pradon ก็แล้ว again come again ก็แล้ว many many time ah you know เราก็ยังไม่เข้าใจ พูดช้า ๆ ชัด ๆ หน่อยได้มั๊ยค๊าบพี่ ศัทพ์เทพไม่ต้องใช้ได้ม๊าย
tim - โครตเซียนมาก ๆ พูดอะไรนายรู้และเข้าใจเราหมดเลย บางวันยืนแคะขี้มูกอยู่ ก็เข้ามาทักว่า เข้า msn ไม่ได้ล่ะซิ อย่างกะตาเห็นแหน่ะ
ann - เธอเหยียบหมอนเราตอนที่ไปทะเลคราวก่อนจำได้มั๊ย แล้วยังขโมยหมอนข้างเราไปอีกด้วย ตอนเล่นเกมส์เธอก็ bleming me many time ฉุนนะเว่ย ทำไมคนปินส์เป็นงี้ว่ะ แล้วก็ยังพูดมากอีกด้วย.... เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วนะ ที่เธอทำให้เราเปลี่ยน เธอช่วยเหลือเรามาก มาก มาก และ มากเหลือเกิน ณ. วินาทีนี้ เรายอมให้เธอเหยียบหมอนของเรา และเอาเสื้อของเราไปใส่ได้ ไม่ว่าแล้ว เพราะเรารู้แล้วว่า มิตรภาพที่แท้จริงเป็นอย่างไร
jeff - - -ขอบใจนะเว่ยเจฟที่แนะนำแต่เรื่องดี ๆ ให้ ไว้ไปไทยคราวหน้า เราไปจตุจักรกันป่ะล่ะ อ่อ จตุจักรนี่เป็น market นะเว่ย ไม่ใช่ zoo เห็นสด
มานง จูน มานงหลาย ๆ คน รวมถึง guard และ หัวหน้าอย่าง แซลลี่ --- ขอบคุณอีกครั้งที่เชื่อคำโกหกของเรา พวกนายรู้ใช่ม๊าว่าเราไม่ได้เอาบัตรผ่านประตูมา แต่ก็ยอมให้เข้ามาทำงาน อิอิอิ ขอบใจน๊าทุกคน
และที่สุดของที่สุด บุคคลที่รักและเทิดทูน อีกทั้งยังรู้จักกันมานานแสนนาน
เจ๊เกียร์---- ขอบคุณคนนี้ที่สุดแล้ว อยากบอกว่า อยากเลี้ยงข้าวเจ๊ซักมื้อนึงเป็นการขอบคุณที่ให้โอกาส ให้ความหวัง ให้ความรักกับน้องคนนี้ อิอิอิอิ น้องก็รักเจ๊นะ ไม่ต้องมาทวงคำว่ารักบ่อย ๆ ก็ได้ (คิดไปเอง)
ส่วนคนอื่นที่ไม่ได้กล่าวมา ไม่ได้แปลว่าไม่รัก ไม่ได้แปลว่าคิดถึง แต่คิดไม่ออกโว้ยย
อ่า ไอ่ซันอีกคน พี่เป็ด trany mikey jenifer p'kot and all of you guys i just wanna say i didn't forgot you na i already keep your guys in my mind now and tomorrow kikiki i will be back for writting once again latter. oh shit p' naomi p' pikoon ....
10月17日 โปรแกรมโอเค โอเค มาอัพซะที ยุ่ง ๆ นะตอนนี้
สามเดือนข้างหน้าเป็นสองเดือนแห่งการเดินทางอย่างแท้จริง
วันที่ 4 - 5 November เราจะไป Team Buiding กันที่ เกซอน เมืองใกล้ทะเล ใช้เวลาเดินทาง by bus ประมาณ 4 ชม. เราจะไปบ้านพักส่วนตัวที่มีสระว่ายน้ำและเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน โดยงานนี้ ผู้เขียนจะเป็นพ่อครัว ดูแลปากท้องของลูกทีมทั้งไทยและ เหล่าแก๊ง Funny Pinoy หรือปินอยฮาเฮ ทั้งหมด 17 ชีวิต คงต้องส่งเมนูอาหารก่อนวันอังคารหน้าเพื่อเบิกงบจากทางบริษัท แต่ตอนนี้ยังคิดไม่ออกเลยว่าจะทำอะไรให้เพื่อน ๆ ทานกันดี
วันที่ 31 November ฮาโลวีนนนแล้วค๊าบ ปีนี้ก็เช่นเดิม ต้องไปมาลาเต้ ไปถ่ายกะเพื่อน ๆ ผีหัวขาดที่นั้นกันอีกซักตั้ง ขากลับปีนี้จะไม่ลืมไปนั่งตากลมที่ริมกรีนเบย์ด้วย
วันที่ 1-2 December ออกเดินทางแต่เช้าตรู่มุ่งสู่ฮ่องกง ไปจับมือกะพี่มิกี้เมาส์ ที่เมืองดิสนีย์ที่เล็กที่สุดในโลก ฮ่องกง
วันที่ 3 - 4 December ข้ามน้ำข้ามทะเลไปสู่มนฑนต่าง ๆ ในประเทศจีน ครั้งนี้อาจจะไปหลายที่หน่อยแล้วแต่โอกาสจะอำนวย ไปเผชิญความหนาวเหน็บกันบนกำแพงที่ขึ้นชื่อว่ายาวที่สุดในโลก
วันที่ 5 December มีนัดกับพี่น้องคนไทยที่โรงแรมดุสิต มะนิลา ฟิลิปินส์กันอีกครั้ง ครั้งนี้ จะยิ่งใหญ่แค่ไหนกันนะกับ King Birthday
ก่อนคริสมาส ไปบาเกียว เมืองหนาวสุดขั้วของฟิลิปินส์แล้วล่ะมั๊ง ครั้งนี้ขอรบกวน Zeekie home หน่อยนะค๊าบ อยากไปมานานแล้วแต่ไม่มีโอกาสได้ไปซักที ฮิฮิฮิ แต่ไม่รู้จะกลับวันไหน อิอิอิอิอิ
วันที่ 24 December มีงานคริสมาส sykes แน่นอน ปาร์ตี้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ปีนี้จะทำได้ดีขนาดไหนนะ
วันที่ 25 December ออกท่องเที่ยวราตรี ชมแสงสีเมืองตากาล๊อก ป๊อก ป๊อก
วันที่ 31 December ถ้ากลับมาที่ Makati ทัน คงได้นั่งรถไปฉลองปีใหม่กันกับพี่ ๆ คนไทยกันอีกปี มาชมพรุที่ยาวนานที่สุดในโลกกัน
จะถ่ายรูปมาลงอีกครั้งเมื่อชาติต้องการ 8月4日 T TTo my married and unmarried friends: This is a very touching story, please read it slowly, .... "When You Divorce Me, Carry Me Out in Your Arms" On my wedding day, I carried my wife in my arms. The bridal car stopped in front of our one-room flat. My buddies insisted that I carry her out of the car in my arms. So I carried her into our home. She was then plump and shy. I was a strong and happy bridegroom. This was the scene ten years ago. The following days were as simple as a cup of pure water: we had a kid; I went into business and tried to make more money. When the assets were steadily increasing, the affection between us seemed to ebb. She was a civil servant. Every morning we left home together and got home almost at the same time. Our kid was studying in a boarding school. Our marriage life seemed to be enviably happy. But the calm life was more likely to be affected by unpredictable changes. Dew came into my life. It was a sunny day. I stood on a spacious balcony. Dew hugged me from behind. My heart once again was immersed in her stream of love. This was the apartment I bought for her. Dew said, you are the kind of man who best draws girls' eyeballs. Her words suddenly reminded me of my wife. When we were just married, my wife said, Men like you, once successful, will be very attractive to girls. Thinking of this, I became somewhat hesitant. I knew I had betrayed my wife. But I couldn't help doing so. I moved Dew's hands aside and said you go to select some furniture, O.K.? I've got something to do in the company. Obviously she was unhappy, because I had promised to do it together with her. At the moment, the idea of divorce became clearer in my mind although it used to be something impossible to me. However, I found it rather difficult to tell my wife about it. No matter how mildly I mentioned it to her, she would be deeply hurt. Honestly, she was a good wife. Every evening she was busy preparing dinner. I was sitting in front of the TV. The dinner was ready soon. Then we watched TV together. Or, I was lounging before the computer, visualizing Dew's body. This was the means of my entertainment. One day I said to her in a slightly joking way, suppose we divorce, what will you do? She stared at me for a few seconds without a word. Apparently she believed that divorce was something too far away from her. I couldn't imagine how she would react once she got to know I was serious. When my wife went to my office, Dew had just stepped out. Almost all the staff looked at my wife with a sympathetic eye and tried to hide something while talking to her. She seemed to have got some hint. She gently smiled at my subordinates. But I read some hurt in her eyes. Once again, Dew said to me, He Ning, divorce her, O.K.? Then we live together. I nodded. I knew I could not hesitate any more. When my wife served the last dish, I held her hand. I've got something to tell you, I said. She sat down and ate quietly. Again I observed the hurt in her eyes. Suddenly I didn't know how to open my mouth. But I had to let her know what I was thinking. I want a divorce. I raised the serious topic calmly. She didn't seem to be annoyed by my words, instead she asked me softly, why? I'm serious. I avoided her question. This so-called answer made her angry. She threw away the chopsticks and shouted at me, you are not a man! That night, we didn't talk to each other. She was weeping. I knew she wanted to find out what had happened to our marriage. But I could hardly give her a satisfactory answer, because my heart had gone to Dew. With a deep sense of guilt, I drafted a divorce agreement which stated that she could own our house, our car, and 30% stake of my company. She glanced at it and then tore it into pieces. I felt a pain in my heart. The woman who had been living ten years with me would become a stranger one day. But I could not take back what I had said. Finally she cried loudly in front of me, which was what I had expected to see. To me her cry was actually a kind of release. The idea of divorce which had obsessed me for several weeks seemed to be firmer and clearer. Late that night, I came back home after entertaining my clients. I saw her writing something at the table. I fall asleep fast. When I woke up, I found she was still there. I turned over and was asleep again. She brought up her divorce conditions: she didn't want anything from me, but I was supposed to give her one month s time before divorce, and in the month's time we must live as normal a life as possible. Her reason was simple: our son would finish his summer vacation a month later and she didn't want him to see our marriage was broken. She passed me the agreement she drafted, and then asked me, He Ning, do you still remember how I entered our bridal room on the wedding day? This question suddenly brought back all those wonderful memories to me. I nodded and said, I remember. You carried me in your arms, she continued, so, I have a requirement, that is, you carry me out in your arms on the day when we divorce. From now to the end of this month, you must carry me out from the bedroom to the door every morning. I accepted with a smile. I knew she missed those sweet days and wished to end her marriage romantically. I told Dew about my wife s divorce conditions. She laughed loudly and thought it was absurd. No matter what tricks she does, she has to face the result of divorce, she said scornfully. Her words more or less made me feel uncomfortable. My wife and I hadn't had any body contact since my divorce intention was explicitly expressed. We even treated each other as a stranger. So when I carried her out on the first day, we both appeared clumsy. Our son clapped behind us, daddy is holding mummy in his arms. His words brought me a sense of pain. From the bedroom to the sitting room, then to the door, I walked over ten meters with her in my arms. She closed her eyes and said softly, Let us start from today, don't tell our son. I nodded, feeling somewhat upset. I put her down outside the door. She went to wait for a bus, I drove to the office. On the second day, both of us acted much more easily. She leaned on my chest. We were so close that I could smell the fragrance of her blouse. I realized that I hadn't looked at this intimate woman carefully for a long time. I found she was not young any more. There were some fine wrinkles on her face. On the third day, she whispered to me, the outside garden is being demolished. Be careful when you pass there. On the fourth day, when I lifted her up, I seemed to feel that we were still an intimate couple and I was holding my sweetheart in my arms. The visualization of Dew became vague. On the fifth and sixth day, she kept reminding me something, such as, where she put the ironed shirts, I should be careful while cooking, etc. I nodded. The sense of intimacy was even stronger. I didn't tell Dew about this. I felt it was easier to carry her. Perhaps the everyday workout made me stronger. I said to her, It seems not difficult to carry you now. She was picking her dresses. I was waiting to carry her out. She tried quite a few but could not find a suitable one. Then she sighed, all my dresses have grown bigger. I smiled. But I suddenly realized that it was because she was thinner that I could carry her more easily, not because I was stronger. I knew she had buried all the bitterness in her heart. Again, I felt a sense of pain. Subconsciously I reached out a hand to touch her head. Our son came in at the moment. Dad, it's time to carry mum out. He said. To him, seeing his father carrying his mother out had been an essential part of his life. She gestured our son to come closer and hugged him tightly. I turned my face because I was afraid I would change my mind at the last minute. I held her in my arms, walking from the bedroom, through the sitting room, to the hallway. Her hand surrounded my neck softly and naturally. I held her body tightly, as if we came back to our wedding day. But her much lighter weight made me sad. On the last day, when I held her in my arms I could hardly move a step. Our son had gone to school. She said, actually I hope you will hold me in your arms until we are old. I held her tightly and said, both you and I didn't notice that our life lacked intimacy. I jumped out of the car swiftly without locking the door. I was afraid any delay would make me change my decision. I walked upstairs. Dew opened the door. I said to her, Sorry, Dew, I won't divorce. I'm serious. She looked at me, astonished. The she touched my forehead. You got no fever. She said. I moved her hand off my head. Sorry, Dew, I said, I can only say sorry to you, I won't divorce. My marriage life was boring probably because she and I didn't value the details of life, not because we didn't love each other any more. Now I understand that since I carried her into the home, she gave birth to our child, I am supposed to hold her until I am old. So I have to say sorry to you. Dew seemed to suddenly wake up. She gave me a loud slap and then slammed the door and burst into tears. I walked downstairs and drove to the office. When I passed the floral shop on the way, I ordered a bouquet for my wife which was her favorite. The salesgirl asked me what to write on the card. I smiled and wrote, I'll carry you out every morning until we are old. 6月23日 หนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาเรื่องเรียน - เทอมนี้ลงไป 4 ตัว เรียนตั้งแต่ 8 โมง ถึง 3 ทุ่มรวดเลย
- Finalcial management
- maketting management - cooperative management - production management เรียนติดๆๆๆ กัน เหนื่อย อยากนอน ผ่านวันเกิดไปได้แค่วันเดียว เริ่มต้นของปีใหม่ก็เจองานหนักเลย หุหุ ดีจัง
มีหนังสือยังไม่ได้อ่านอีก 3 เล่ม รวม ๆ แล้วก็ พันกว่าหน้า อยากมีเวลาเยอะกว่านี้จัง จะได้เอามาอ่านหนังสือ
แบบยาววววม้วนเดียวจบ มีซีดีอีก 3 แผ่น ที่ยังไม่ได้ดู เป็น Chicaco bulls collection อันนี้ต้องทำ qc เพื่อส่งไปประเทศไทย
เราต้องส่ง รองเท้ากลับไทยด้วย เป็นตัวอย่าง 2 คู่ ในวันศุกร์นี้ และวันที่ 30 จะส่งไปอีก 5 คู่ ขำ ๆ แต่ตัวเงินไม่ขำเลย "- - /@@@@
ช่วงนี้คึกคักเป็นพิเศษ
ปกติก็เป็นคนอยู่ไม่นิ่งอยู่แล้ว ยิ่ง ไม่นิ่งเข้าไปอีก เพราะดันไปอ่านบทความเรื่อง พลังงานทดแทนเข้า มีการจำรองกราฟเชิงเส้น ให้ดูถึงการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันอีกตะหาก ยิ่งอ่าน ยิ่งคึกคัก ใช้เวลา สามวัน 12 ชม.เต็ม ๆ ในการอ่านทุกอย่างที่มีใน google ในขนะนี้ สนุกดีนะ อ่านเรื่องกังหันลม กับ เซลสุริยะ
ตอนนี้สั่งซีดีไปแล้วล่ะ จริง ๆ แล้วต้องบอกว่า ฝาก กิมลี่ เพื่อนตัวจิ๋วของเราไปสั่งให้น่ะ เจ้าของ ซีดีชุดนี้อยู่ชลบุรี หวังว่า กิมลี่จะได้มันมา
จริง ๆ เรื่องนี้เคยคิดมานานแล้ว เรื่อง เครื่องจักรนิรันดร์ คนที่เรียนวิศวะคงจะรู้ดีว่า มันไม่มีตัวตน หรือเป็นทฤษฎีที่เป็นไปไม่ได้
ในซีดี มีเนื้อหาเกี่ยวกับ.....(ตามที่เค้าโฆษณาไว้นะ)
การ Diy หรือ do it your self กังหันลม เพื่อมาประดิษฐ์ไฟใช้เอง เราอ่าน อ่าน และอ่านมากมายเหลือเกินเกี่ยวกับเรื่องนี้ เป็นครั้งแรกที่อ่านเรื่องวิชาการแล้วสนุกและตื่นเต้น แปลกดีเหมือนกัน เชื่อว่าวันนึง จะมีคนตื่นตัวแบบนี้เหมือนเรา ประเทศเราจะได้ไม่ต้องพึ่งพาหลังงานจาก มาเลเซีย และ พม่าอีก ไว้รอเรากลับไทยก่อน หรือ หา location ดี ๆ ที่นี่ได้ก่อน จะได้เห็น Turbine Thailand design by Mangi กันแน่นอน
เฮ่ย ยัง ยังไม่พอนะ เราได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับ สงคราม อ่านเรื่อง ฝนเหลืองที่ ชาติมหาอำนาจ สรรค์สร้าง และจดสิทธิบัตรเอาไว้ใช้ โปรย ให้ผู้คนมากกว่า 60 ล้านคน ต้องพิกลพิการ และตายอย่างทรมานจนถึงเดี๋ยวนี้ วิบากกรรมก็ยังไม่หมดไปจากลูกหลาน ซึ่งเป็นทายาทของผู้ชนะสงคราม
ก็ยังจำกันได้มั๊ยล่ะ ว่าเมื่อก่อนนี้ เวียดนามแกทะเลาะกับ ไอ้กัน แล้วก็เกิดสงคราม เวียดนามสอนสะกดคำว่า "พ่ายแพ้" ให้กับอเมริกาและค่ายกครูของ ประเทศมหาอำนาจคือ การโปรยระเบิด ที่มีน้ำหนักรวม 1000 ล้านตัน ไปทั่วเวียดนาม และมากกว่าครึ่งหนึ่ง ยังฝังอยู่ใต้แผ่นดินเป็นของกำนัลที่อเมริกามอบให้แก่ทายาทผู้ชนะในอดีตมารับไป
เฮ่ย ยัง ยัง ไม่จบแค่นั้น ไอ้กันไม่ได้รบกับ เวียดนามอย่างเดียว มันยัง ไปซัดประเทศข้างเคียงอย่างเช่น ลาว และพม่าอีกด้วย นับว่าเป็นการ โปรยระเบิดที่ยุติธรรมจริง ๆ นัยสำคัญคือ โปรยให้น้อง ๆ ใน แหลมอินโดจีน รับกันให้ถ้วนหน้า
แต่ก็นะ ประเทศไทยไม่โดนกับเค้าด้วยหรอก เพราะมีแม่ชีคอยปัดระเบิดให้อยู่แล้ว เรื่องแม่ชีปัดระเบิดจะขอข้ามไปเลยแล้วกัน เดี๋ยวพวก เกรียนวัยอ่อน จะออกมาตะแบงเถียง ๆ กันซะเปล่า
เอาเป็นว่า เวียดนามก็ดี ลาวก็ดี พม่าก็ดี ปัจจุบัน ประเทศเหล่านี้ ยังทราบซึ้งถึง ไมตรีจิตรที่ประเทศไทย เปิดสนามบินอู่ตะเพลา ให้กองทัพไอ้กัน มา reload คมกระสุน และฑูตมรณะ 1000 ล้านตันให้แก่ลูกหลานของเค้า นับแต่ อดีต ถึงปัจจุบัน
ก็ต้องเห็นใจเราหน่อย ถ้าเราไม่เปิดให้เค้ามาใช้ เราอาจจะเป็นเหมือนพวกเธอก็ได้จริงมั๊ย? อย่าโบราณว่า รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี เอามาใช้คงไม่ผิด
นอกจากนี้ จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ อายุ ห้าสิบหกสิบปีก่อนโน้น บอกว่า ไอ้กันน่ะ มันโปรยระเบิด นาปาล์ม มาให้ด้วย ท่านว่ามาว่า ระเบิดชนิดนี้ เป็นระเบิดที่ซาตานสร้างขึ้น เพราะอะไรน่ะหรือ?
ก็เป็นระเบิดที่อัดฟอสฟรอรัสขาวไว้เต็มลูก ฟอสฟรอรัสขาวคืออะไรน่ะหรอ ก็อย่างเดียวกับไม้ขีดไฟมี แต่เป็นสีขาว และเวลา เจ้านาปาล์มระเบิด สารสีขาวนี้แหละ จะฟุ้งและมาติดเสื้อติดตัวสิ่งมีชีวิตทุกอย่างในรัศมี 1000 เมตร ติดไฟที่มีอุณหภูมิสูงขนาดหลอมเหล็กได้ และที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือ แม้ว่าจะกระโดดน้ำหนีตายกันแล้ว แต่ไฟ ก็ยังลุกไหม้ เผาเนื้อให้เหลือแต่กระดูกอยู่นั้นเอง กว่าจะได้ตาย ต้องใช้เวลานานพอควรเลยทีเดียว นาปาล์ม ถูกออกแบบมาไว้ใช้กับ ยุทธวิธีตัวตุ่นของเวียดนามโดยเฉพาะทีเดียว
ส่งรองเท้าไปให้เสี่ยต้น สองคู่ ไม่รู้จะเป็นยังไงบ้าง ป่านนี้ น้องชาญคงถึงเมืองไทยแล้ว ไม่ได้ห่วงอะไร ห่วงแค่รองเท้า หุหุหุ น่ารักจริง ๆ เลย
อาทิตย์นี้ไม่ได้อ่านหนังสือกฎหมายซักตัวเดียว หุหุหุ หนังสือเรียนก็ไม่ได้อ่านด้วย เอาแต่อ่านเรื่องไร้สาระอย่างเดียวเลย อาทิตย์หน้า จะเริ่มต้นเป็นคนธรรมดากับเค้าเสียที เอาใจช่วยด้วยนะครับ
วันเกิดลูกปีนี้ ขอให้ม้าและป้ามีความสุข ไม่เครียดนะครับ
บาย
ปล.ขอบคุณสำหรับคำอวยพรมากมายจากเพื่อน ๆ และแฟน ๆ ขอบคุณสำหรับการ์ดน่ารักที่สุดในโลกของน้องปิ๊ง และคำพูดให้กำลังเสมอมา ขอบคุณครับ สำหรับบางคนที่กี่ปี ๆ ก็ไม่เคยอวยพรได้ทันเวลาเลย มีแต่เกินมา สองสามอาทิตย์แล้วค่อยพูด ขอบคุณ น้องบ๊วยที่ลืมวันเกิดพี่ชาย T T ขอบคุณนิภาพรด้วย ที่ลืมวันเกิดเราอีกแล้ววววววววววววววว ขอบคุณคุณณัฐธิดาที่เพิ่งนึกวันเกิดเราออกหลังจากลืมไปร่วม 3 ปี หุหุหุ ได้ยินตอนแรกฮาแตกเลย ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ เสี่ยต้นด้วยที่จำวันเกิดกรูได้ ขอบคุณ ป้ามด เพื่อนโครตเก่า สมัย bbc ยังรุ่งเรือง ขอบคุณ เอ้ ที่ยังน่ารักเหมือนเดิมและคิดว่าจะน่ารักขึ้นทุกวัน ขอบคุณ น้องแหม่มแหม่ม ที่บอกวันแรกของวันเกิด และขอบคุณ Dr.ชาลี พี่ยม Tim Wilson Male Anne Bong พี่ตุ๊ก P'สาว ที่ไม่ยอมซื้อของขวัญให้กรูเลย ของคุณ Dr. และ Prof ทุกคนที่รู้วันเกิดผม และคะยั้นคะยอให้พาไปเลี้ยงย้อนหลังให้ได้ ขอบคุณมาก ๆ ครับผม
ปล. แม้ว่าวันนี้ จะไม่มีคนในครอบครัวคนไหนจำวันเกิดเราได้เลยก็ตาม แต่เราก็จะสู้ต่อไปเพื่อครอบครัวเล็ก ๆ ของเรานะครับ ฮึบ ฮึบ เจ้าหนูสู้ไม่ถอยอยู่แร้วว
5月29日 NiKe Air Jordan 19 limeted Edition ที่หายากที่สุดในโลกไม่เคยตามหาของอะไรที่ยากและใช้เวลานานขนาดเจ้าคู่นี้มาก่อน
เอากล่องไปดูก่อนแล้วกันนะครับ โทรมหน่อย
![]() ตื่นเต้นมาก ๆ ต้องค่อย ๆ เปิด
![]() เป็นไง ๆ
![]() เริ่มเหนื่อยแล้ว ไม่เล่นตัวแระ เปิดเลยแล้วกัน
![]() คู่นี้พลิกแผ่นดินหา หายากมา ๆ และราคาแพงมาก ๆ เช่นเดียวกัน สนนราคาตอนนี้พุ้งสูง ถึง 10400 แล้วครับท่าน อันนี้อ้างอิงจาก Green Belt คนใส่คู่นี้ต้องยอมรับว่า มันรวยจริง เพราะใส่เล่นบาส โดนเหยียบทีเดียว รองเท้าคงพังเลย
ข้างล่างนี่เป็นลายเซ็น ศาสดา แห่ง บาสเก็ตบอล M.J.
![]() เล่นตัว ให้ดูพื้นรองเท้าก่อนนะฮับ
![]() มายนโฉม รองเท้าในฝัน ของเสี่ยต้นกันเต็ม ๆ บ้างดีกว่า ไม่เล่นตัวแระ
![]() เอาไปอีกรูป
![]() มาดูวัสดุที่ ทาง Nike ทำดีกว่า ถ่ายให้ดูใกล้ ๆ จริง ๆ แล้ว ภาพใหญ่มาก ลดขนาดภาพมาให้ดูกัน ต้องยกเครดิตให้ Dr.Chalee เพราะเฮียแกสอนมาอีกที อิอิอิ
![]() วัสดุทำมาจากเอ็น หลายร้อยเส้นครับ ทำเรียนแบบไม่ได้แน่นอน (ใครจะไปทำฟระ)
นี่คงเป็นอีกเหตุผลนึงทำให้มัน แพงเหลือเกิน
ทำออกมาก็น้อยคู่อีกตะหาก
ยินดีด้วย กับผู้ที่จะได้ครอบครองรายต่อไป
เอาให้ดูอีกรูปเป็นการส่งท้ายครับ
![]() หวังว่าเสี่ยต้นคงพอใจ
และถ้าได้ไป อย่าเอาไปเล่นบาสนะครับ มันเสียดาย
ปล. รองเท้าคู่นี้ ได้ไป คงเอาไปตั้งโชว์แน่ ๆ เพราะ หาซื้อไม่ได้อีกแล้ว ของปลอมก็ไม่มีขาย และไม่มีการผลิตเพิ่มอีกแล้ว โอ๊วววววว
ไม่สังเคราะห์แสง เวอร์ชั่น Hunter Hunter 5月26日 ความรักหมายเลข 3ก็ความรักไงความรัก
ความรักนี่มีหลายแบบ หลากหลายมากเลยนะ
ตอนนี้กำลังมีความรักหละ แต่ไม่ใช่เชิงหนุ่มสาว แต่ดันเป็น ความรักใน สิ่งที่ทำน่ะ
เมื่อวานนี้ ได้คุยกะพี่ขวัญ
พี่ขวัญเป็นนิติกร อยู่ที่ กระทรวงการคลัง เราคุยกันเรื่องกฎหมาย กับเรื่องศาสนานิดหน่อย
พี่ขวัญสงสัยว่า เราสะสมรองเท้าทำไม
คำตอบข้อนี้ลึกซึ้งครับ แต่ไม่ค่อยมีคนตอบ
อย่างมากก็จะบอกว่า ก็มันมีความสุขนี่
เพื่อน ๆ รู้กันรึเปล่า ว่าการมีงานอดิเรกน่ะ มันทำให้เรารอบรู้นะ แล้วก็ทำให้เรามีชีวิตชีวา ทำให้เรามีแรงบรรดาลใจ และทำให้เราตื่นตัวมากกว่าปกติ มันเหมือนการเติมพลังชีวิตให้ตัวเองเลยทีเดียว
ไม่เชื่อใช่มะ ไอ้งานอดิเรกน่ะ มันเป็นความรักอย่างหนึ่งของมนุษย์เชียวนะ คนที่มีงานอดิเรกกะคนไม่มีงานอดิเรกนี่ บุคลิกท่าทางต่างกัน ชัดเจนเลยทีเดียว อืมมมม
คงเคยได้ยินซินะ
คำว่า พลังแห่งรักน่ะ
มาดูงานอดิเรกของเราบ้างดีกว่า
1. เลี้ยงปลาทะเล ปลาน้ำจืด สัตว์น้ำที่มีจำหน่าย ส่วนใหญ่จะซื้อมาเลี้ยง มันเพลิน และสนุกสุด ๆ ไปเลย หุหุ คนไม่เคยมักไม่เข้าใจตรงจุดนี้ ไอ้พวกปลา ๆ นี่แหละ ทำให้เราต้องหาความรู้อยู่เรื่อย ทั้งเรื่องวิศวะกรรม การจัดการต่าง ๆ และเรื่องธุรกิจ จนถึง การนำเข้าส่งออก
ยังไงน่ะหรอ
ก็คนเลี้ยงปลา ก็ต้องอยากมี บ่อปลา อยากมีที่ว่าง ๆ ให้เลี้ยงใช่ป่ะล่ะ
แรก ๆ ก็จะมองว่าสร้างบ่อยังไง (นี่ก็เป็นวิศวะแล้ว) สร้างบ่อมีผลกระทบกับบ้านหรือไม่ น้ำหนักถ่วงคานยังไง
แล้วทีนี้ ถ้าจะสร้างบ่อปลาใช่ป่ะ มันต้องใช้ที่ และต้องจ้างช่าง
เอาล่ะซิ เริ่มยุ่งแล้ว บ้านไม่มีที่ทำไงล่ะ ก็ต้องดูบ้านใหม่
บ้านใหม่หรือบ้านเก่าเราจะรู้ได้ไง แบบไหนดี แล้วราคาล่ะเท่าไหร่
เราจะผ่อนธนาคารยังไง
สุดท้ายก็ต้องติดตรงที่ว่า กรูยังไม่มีตังค์นี่หว่า แล้วจะซื้อบ้านได้ไงฟระ
ก็ต้องมีการวางแผนธุรกิจ จะได้เอาเงินมาซื้อบ้าน เลี้ยงปลาซะงั้น
นี่แค่ส่วนย่อย ๆ เท่านั้นเองนะ ต่อยอดมาได้เยอะแยะขนาดนี้เลย
ใครว่างานอดิเรกมันไร้สาระนี่ ไม่รู้จริง มันทำให้เราใฝ่รู้มาก ๆ เลยนะ
ซึ่งมันจะไม่มีในวัยรุ่นสมัยนี้น่ะ ที่จ้องแต่จะหาสาว ๆ หมวย ๆ เอ็ก ๆ ตัวเล็กนมโตโครต โสดซิง รักจริง และมีเวลาให้เงี๊ยะ แล้วมันก็ไม่ดูตัวเองเลยว่า มันน่ะ ทั้งเล็กและสั้น แถมหลั่งเร็ว ไร้ลีลาอีกตะหาก โอ๊ยยย เอาเวลาไปอ่านหนังสือดีกว่า พ่อคุ๊ณ
ต๊ายตาย เขียนถึงนี่ ได้อารมย์ซ้อเจ็ดมาก ๆ เด๋วหาว่า เราเป็นเกย์ล่ะยุ่ง แค่ปากจัดเฉย ๆ น่ะฮ่ะ
มาเข้าเรื่องต่อดีกว่า
ตอนนี้ดันไปอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับการทำอาหารมา
จริง ๆ ไม่ได้อยากทำหรอก อยากกินมากกว่า
แต่เป็นอันรู้กันว่า คนไกลบ้าน ห่างไทย มันไม่ค่อยมีอาหารอร่อย ๆ กินนี่ซิ
มันก็ต้องทำกินเองใช่มะล๊า
ทีนี้ อ่านไปอ่านมา ดันไปเจอกระทู้ ปลูกถั่วงอกกินเอง
เฮ่ย น่ารักเป็นบ้าเลย ปลูกถั่วงอกกินเองได้ด้วย
ขอบอกเลยว่า อ่านไปก็จินตนาการไป เพราะคิด ๆ ว่าจะปลูกต้นไม้ที่ระเบียงห้องของตัวเองอยู่แล้ว ระเบียงอันน้อยนิดของเรา
แล้วดันมาอ่านเจ้าถั่วงอกนี่อีก จุดประกาย พี่ติ๊กแบบสุด ๆ เลย
จากประสบการณ์การปลูกต้นกระบองเพชรตายคากระถางมาหลายต่อหลายต้น จึงตัดสินใจ ปลูกถั่วงอกนี่แหละว่ะ
ถ้าปลูกถั่วงอกรอด เราจะเลื่อนขั้นไปปลูก ต้นกระเพราต่อไป อิอิอิ ในหัวตอนนี้ทำไมมีแต่เรื่องกินฟระ แต่เฮ่ย มันไม่ไร้สาระนะ กระเพราที่นี่
แม่ม แพงนรกมาก ๆ อ่ะ เมืองไทย 2 บาท ที่นี่ขาย 36 บาท
ขายอย่างกะปล้น
วางแผนก่อนดีกว่า พรุ้งนี้ ต้องตื่นแต่เช้าไปทำธุระที่ RS อ๊ะ
งงอ่ะดิ RS โปรโมชั่นป่าว
ไม่ช่าย
มันเป็นตึก Robinson Squar Gardent sentral
ช่างมันเหอะ จำไม่ได้หรอกว่า ย่อมาจากอะไร แต่ต้องไปทำเอกสารครั้งที่ ห้าล้าน โอ๊ย การทำงานที่ต่างประเทศนี่มัน ยุ่งยาก หยุมหยิมเหลือเกิ๊น
จากนั้นก็ กลับบ้านมาหาของก่อน
แสบตาใช่ป่ะล่ะข้างบนน่ะ อิอิอิ
สิ่งจำเป็นในการปลูกถั่วงอกนะ คือ
เม็ดถั่วเขียว แช่น้ำหนึ่งคืน
กาละมัง และกระดาษชุบน้ำเยอะ ๆ
จากนั้นโรยถั่วงอกให้เต็มพื้นที่แบบปูพรม ไม่เกิน 2 วัน ก็จะได้กิน
เด๋วลองทำเล่นดูดีกว่า
ดูดิ แค่เรื่องแค่นี้ ก็ทำให้คนเรามีไฟ มีความสุขได้แล้ว
พี่ติ๊กสนับสนุนให้ทุกคนมีงานอดิเรกทำกันนะครับ
โอ๊ย พิมพ์เองแสบตาเอง
พี่ติ๊ก 5月23日 ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้วล่ะเรื่องนี้ไม่เชื่อไม่ได้แล้วเรื่องนี้
คงเป็นเรื่องเดียวกับที่แหม่มท้องกับท่านายกแน่นอนเลย
อ่านถึงบรรทัดนี้แล้ว อ่านให้จบ อย่านิ่งนอนใจ
Fw ไปให้ทุกคนด้วย
จริงหรือเปล่าไม่รู้ โหรโสรัจจะ พยากรณ์ ดวงเมืองว่า สิงหาคม หุ้นตกอย่างรุนแรง
จะเกิดดีเปรสชันผ่านตอนเหนือของประเทศ น้ำป่าเริ่มไหลบ่าจากทางภาคเหนือและอีสานลงมาทางใต้ต่อเลยมาถึงกรุงเทพฯ เขื่อนทั้งเล็กและใหญ่จะพังทลายเกิดน้ำท่วมใหญ่ในหลายจังหวัด พืชพันธุ์ธัญญาหารเสียหายหนักยิ่งกว่าครั้งใด กรุงเทพฯต้องจมอยู่ใต้บาดาลเป็นเวลายาวนาน ปลายเดือน จะมีเรือชนกันเสียหายมากที่อ่าวไทย เรือบรรทุกน้ำมันเสียหายที่สุด น้ำทะเลจะเต็มไปด้วยคราบน้ำมันลอยเป็นแพไปทั่ว ปลายเดือน สนามบินแห่งใหม่ มีถูกก่อวินาศกรรม ไม่เท่านั้น แม้แต่ ใน BIBLE CODE ก็ถูกถอดรหัส ออกมาซึ่งเกี่ยวกับประเทศไทยว่า "จะถูกทำลายล้าง ในวันที่ 28 AUGUST 2006" หลายท่านอาจจะดูเป็นเรื่องเหลวไหล แต่... คุณรู้มั๊ยว่า "ทำไมพม่าจึงย้ายเมืองหลวงจากย่างกุ้งไปเมืองเปียงมะนา?" ถ้าคุณรู้..คุณก็จะตอบได้ว่า "ทำไม พ.ต.ท. ทักษิณ และเครือญาติ จึงรีบเร่งขายหุ้นชินคอร์ป ทั้งที่เป็นเรื่อง sensitive ทางการเมือง?" ที่รีบขายก็เพราะ...โหรพม่าตาบอด ที่ท่าน พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานเชื่อเข้ากระดูกดำ ก็ทำนายได้เหมือนโหรโสรัจจะว่า "น้ำจะท่วมกรุงเทพฯ และพื้นที่ 13 จังหวัดโดยรอบอ่าวไทย" แล้ว "ทำไม พวกท่าน นายกฯ จึงคิดเอาตัวรอด แต่พอตัวโดยไม่บอกความจริงกับประชาชน?" เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแค่คำทำนายของโหรเท่านั้น....แต่เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ และหลายประเทศให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากโดยเฉพาะองค์การอวกาศ NASA และ ESA หรือ สถาบัน HYDERABAD ของอินเดีย นั่นคือความจริงที่ว่า "โลกกำลังเผชิญกับสภาวะที่เรียกว่า ขั้วแม่เหล็กโลกพลิกตัวเนื่องจากถูกเหนี่ยวนำจาก การพลิกขั้วแม่เหล็กของดวงอาทิตย์" เรื่องดังกล่าว...ผมได้นำกราบเรียน ท่านยงยุทธ ติยะไพรัช รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปตั้งแต่ปีที่แล้ว คำตอบที่ได้รับคือ "ถ้าเป็นอย่างที่น้องว่า พี่ก็คงจะช่วยอะไรไม่ได้แล้ว!" จนกระทั่ง ผมได้นำเรื่องนี้ เข้าเสนอต่อคณะกรรมาธิการการทรัพยากรธรรมชาติฯ สภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2548 ซึ่งมีทั้ง อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี และผู้แทนกรมต่างๆ มาชี้แจง แต่คำตอบที่ได้ จาก อธิบดีทั้งหลาย คือ "เรื่องนี้ ไม่อยู่ในอำนาจที่จะเปิดเผยเพราะอาจทำให้เกิดการตื่นตระหนก" เอวัง...ตัวใครก็ตัวมันครับ เพราะถ้าใครสังเกตให้ดีว่า หลังสึนามิ 26 ธ.ค.2547โลกของเราได้เผชิญเรื่องร้ายๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในรอบ 20 ปี 30 ปี 50 ปีอย่างไรบ้าง ถี่แค่ไหน? นั่นคือสัญญาณเตือนจากธรรมชาติ และและล้วนเป็นผลข้างเคียงจาก ปรากฏการณ์ "ขั้วแม่เหล็กโลกพลิก" ทั้งสิ้น รัฐบาลทำอะไรอยู่? ท่านนายกฯ ทำอะไรอยู่? ประชาชนตาดำๆ ที่เสียภาษีให้ท่าน ต้องทำอย่างไร? ตอบด่วน...ก่อนไม่มีเวลาตอบคำถาม! จากคุณ : ศรีวรุณะอิสโร - [ 4 มี.ค. 49 10:19:31 ] เยดดดดดดดดดดดดดดดดดดด น่าเชื่อถือมั๊กมั๊ก 5月8日 หมูสับไข่เค็ม กะน้อง ปิ๊งฮาโหล ฮาโหล
เนื่องจากคุยกะน้องปิ๊งแทบทุกวันเลยช่วงนี้ เลยติดภาษาวัยรุ่นมาค่อนข้างเยอะ วันนี้เลยจะมาขัดเกลาการเขียนหนังสือในภาษาของผู้ใหญ่กันบ้าง
มาเริ่มเลยดีกว่า
คืองี้ ใคร ๆ ก็มีอีเมล์ใช่มะ ผู้เขียนก็มีอีเมล์นะเว่ย แต่แบบว่า ไม่ค่อยมีคนเขียนมาคุยอ่ะ มีแต่ fw mail มาให้อ่านอ่ะ คือรู้มั๊ยว่า มันก็ดีนะ แต่บางทีมันไม่ค่อยมีใจให้กันอ่ะ (แอบน้ำเน่า)
แล้วทีนี้ ก็มีน้องปิ๊งนี่แหละที่ช่วงนี้ปิดเทอม ก็เลยมีเวลามาเขียนจดหมายหาพี่ชายบ้าง
เชื่อมั๊ยว่า น้องปิ๊งเนี๊ยะ เขียนจดหมายได้น่าอ่านมาก ๆ และ
โครตพ่อโครตแม่ยาวเลยอ่ะ เกือบ ๆ สองเมตรได้เลยนะ แบบว่า ถ้าไม่มีใจให้กัน คงไม่เขียนมาให้เยอะขนาดนี้แน่ ๆ (ซะงั้น)
เอ้า ไม่ได้โม้นะเว่ย ยาวจริง ๆ แต่อ่านแป๊บเดียวจบอ่ะ
เพราะว่า ทักษะการเขียนของน้องปิ๊งนี่ ชั้นครูจริง ๆ ชอบมาก ๆ แนว ๆ เดียวกับ พี่อ้อมเลย พี่อ้อมคือใครก็ไม่รู้ รู้แต่เป็นเพื่อนพี่สาว พีสาวนี่เคยทำงานที่ฟิลิปินส์ นั่งข้าง ๆ กัน แต่ตอนนี้ลาออกไปอยู่ภูเก็ตแล้ว
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว สงสัยใช่ป่ะ ว่าน้องปิ๊งเป็นใคร มาจากไหน แล้วมารู้จักคนหล่อ ๆ อย่างเราได้อย่างไร
มามะ มานั่งล้อมวงฟังกัน จะเล่าถึงเมื่อ 12 ปีก่อนให้ฟังกันนะ
คืองี้นะ
น้องปิ๊งเนี๊ยะ เป็นน้องสาวของเจ้าคารพน่ะ เห็นตั้งแต่น้องปิ๊งตัวเล็ก ๆ
วิ่งเล่นน้ำฝนอยู่ชายทุ่งอยู่เลย
มะก่อนน้องปิ๊งจะตัวอ้วน ๆ น่ารัก น่าแกล้ง แต่ไม่นานนัก น้องปิ๊งก็เริ่มตัวสูงเวอร์มาก ๆ แบบว่า กลายเป็นเด็กยักษ์ไปเลย
ตัวพอ ๆ กะผู้เขียนอ่ะ คิดดูดิ จะ 180 มะลอมมะล่ออยู่แล้ว
ยิ่งน้องปู๊นอีกคน ยิ่งยักษ์เข้าไปใหญ่เลย จะแตะ 190 อยู่แล้ว
โอเค โอเคเข้าเรื่องกันดีกว่า
จริง ๆ แล้วเนี๊ยะ น้องปิ๊งอ่ะ เป็นคู่มั่นของนายไม่สังเคราะห์แสง นะ
ของมั่นของเค้าก็คือ สร้อยข้อมือจากทิเบต(สีเหลือง) กับสร้องข้อมือจากเนปาล(สีแดง)
ตอนนี้สร้องสองเส้นหายสาบสูญไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วล่ะ แย่โน๊ะ
แล้วทีนี้นะ น้องปิ๊ง กะนายไม่สังเคราะห์แสงอ่ะ สัญญากันไว้ว่า อีกสิบปีข้างหน้า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็จะต้องไปพบกันให้ได้ที่ เกาะบาหลี อ่ะ
เหมือนหนังสือเรื่อง ร้อนแรงกับเยือกเย็นเลย
นั่งคุยไปคุยมา ก็ต้องยกเลิกแผนการนี้ เพราะเจอกันบ่อยเหลือเกิน ไม่รู้จะนัดเจอกันอีกทำไม
ก็แน่ซิ พี่ชายน้องปิ๊ง กับผู้เขียนนี่ เจอกันบ่อยมาก ๆ
จริง ๆ แล้ว บ้านเจ้าคารพ ผู้เขียนอยู่มากกว่าเจ้าของบ้านอีก โฮ๊ะโฮ๊ะโฮ๊ะ
น้องปิ๊งแนะนำวิธีการทำป๊อเปี๊ยะให้กินด้วยนะ
เอาแฮมตัดเป็นลูกเต๋า พร้อมชีส (ชีสไรไม่รู้ไม่ยอมบอก)
แล้วก็เอามาห่อ ง่ายใช่ป่ะ แต่ต้องปิ๊งเขียนให้อ่านแค่นี้จริง ๆนะเว่ย แบบว่า มักง่ายมาก ๆ อ่ะ แล้วก็หายไป
ใครจะไปทำได้ล่ะจ๊ะน้องงงงงงง
น้องปิ๊งบอกว่า ถ้ากลับไทยแล้วจะทำให้กิน แล้วจะป้อนด้วย ฮิ๊วววววว
แต่ได้ข่าวว่าน้องปิ๊งทอดไข่ดาวยังไม่เป็นเลยนะเนี๊ยะ
ช่างเถอะ ๆ
มาถึงบรรทัดนี้แล้ว สงสัยใช่ป่ะ ทำไมมีแต่เรื่องน้องปิ๊ง แล้ว หมูสับไข่เค็มหายไปไหน
นี่ไง จะเขียนให้อ่านอยู่นี่ไง
นี่นะ สูตรนี้ เป็นสูตรเทพเลยนะเว่ย ไม่ได้ล้อเล่นนะ เป็นสูตรเทพจริงๆเว่ย
ต้องมีอะไรบ้างน่ะหรอ
เอาตามนี้นะ
1. หมูสับติดมัน อย่ากระแดะเอาแต่เนื้อมาใช้นะเว่ย ต้องติดมันด้วย ถึงจะอร่อย เรื่องอ้วนไว้ลดกันทีหลังเลย
2. ไข่เค็ม เอาเป็น ไข่เป็ดเค็มนะ ไข่แดงใหญ่ ๆ มัน ๆ
3. กระเทียมสับ กระเทียมสับ ทำไมต้องพิมพ์สองครั้งด้วยว่ะเนี๊ยะ
4. รากผักชี ผักชี แล้วก็ น้ำมันพืช
5. ไม่มีแล้ว แค่นี้จริง ๆ เว่ย ง่ายใช่มะ
เริ่มล่ะนะ
หมูสับ รวนในกระทะก่อนเลย รวน ๆ ๆๆๆ ๆ พอเนื้อหมูเริ่มสุขแล้วค่อยใส่กระเทียมตาม นี่เป็นสูตรของพวก ญวนเลยนะเฟ้ย
จากนั้น ค่อยเอาไข่เค็มลงไปบี้ ไข่เค็มนี่ใส่ไปทั้งไข่ขาวด้วย
เริ่มหอมรึยัง เริ่มหอมรึยาง ใส่พริกไทยป่นลงไปนิดนึงด้วยน๊า นั้นแหละ อย่างนั้น ใส่ ซอสถั่วเหลืองลงไปด้วย ซัก หนึ่งช้อนชา
ยกขึ้นมาเรย กินได้แล้ว
เฮ่ยยยย กรูลืมใส่รากผักชีนี่หว่า ผักชีด้วย แย่แล้ว แย่แล้ว
ไม่เป็นไร เพราะเป็นสูตรอาหารชั้นเทพ
เรามาทำอีกจานนึงดีกว่า เพิ่ม Level กันหน่อย
เอารากผักชี หนึ่งราก ล้างน้ำให้สะอาด แล้วทำการโขลกรวมกับกระเทียม
โขลก ๆ ๆ ๆๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
ระเอียดดีแล้วใช่มะ
ไม่ละเอียดอ่ะดิ
ลองใส่เกลือหยาบไปนิดนึงดิ มันจะทำให้ตำง่าย และ ระเอียดมากขึ้นนะ
นี่เป็นสูตรของไทยโบราณนะ ไม่ได้โม้
โอเค ทีนี้ก็ระเอียดแล้ว
เอามาคลุ๊กเคล้ากับ หมูสับ ผสมลงไปเรยพวกพ้อง
เอาไข่เค็มลงไปยีด้วย
เทคนิคคือ
เอาหมูกะรากผักชี พริกไทยนิดโหน่ย คลุกผสมให้เข้ากันก่อน จากนั้น ค่อยเอาไข่เค็มขาว ๆ ลงไปคลุกตามให้เข้ากัน
จากนั้นก็เอาไข่แดงของไข่เค็มมาขยี้รวมแบบหยาบ ๆ
เพราะเวลากินจะได้กินไข่แดงเป็นก้อน ๆ ด้วยนะตะเอง
เสร็จแล้วใช่ป่ะ
ขาดของว่ะเฮ่ย
ลืมซื้อปูม้ามาซะงั้นน่ะ
นี่เราจะทำปูจ๋า ระดับเทพกันนะเว่ย
ไปเลย ไปซื้อปูม้ามา เอาปูไข่ด้วยนะ ไปซื้อมา 5 ตัวซะดี ๆ
ว่าแล้วเชียวว่า คนที่อ่านถึงบรรทัดนี้มันต้องเลือกปูม้าตัวเมียไม่เป็น ฮ่า ฮ่า ฮ่า
ไม่เป็นไร จะสอนให้ก็ได้ ดูที่กระดองมันเลย ถ้าฝาผิดใต้ท้องเป็นครึ่งวงกลม ก็นั้นแหละตัวเมีย ถ้าดูแล้วแหลม ๆ จะเป็นตัวผู้
Get ยัง????
ซื้อมาแล้ว เปิดฝามันเลยนะ จากนั้น เอาไส้ที่เราคลุ๊กตอนแรก ยัดใส่ให้เต็ม 5 ตัวเลย จากนั้น เข้าหม้อนึ่ง หมั่นดูบ่อยๆ นะ เด๋วมีคนแอบกิน
ไม่ใช่แระ
ทำน้ำจิ้มซีฟู๊ดเป็นป่ะ
มันต้องมีน้ำจิ้มซีฟู๊ดด้วยนะ
เพราะอะไรน่ะหรอ
ปูจ๋าอันนี้ เราจะกินกระดองที่ยัดไส้ไว้ แล้วประกบเข้ากับตัวอีกที วิธีนี้จะทำให้เนื้อหมูของเราได้รับกลิ่นและรสของปูไปในตัว โดยไม่ต้องแกะเนื้อปูออกมาผสมกับหมู ส่วนตัวนี่ จะกลายเป็นปูนึ่งอ่ะ เราเอาปูนึ่งมาจิ้มน้ำจิ้มซีฟู๊ดกิน จะได้อีกรสชาตินึง
ทำอาหารจานเดียวได้ถึงสองรสชาติเลยเชียว
กินกับข้าวสวยร้อน ๆ นะ โอ๊วววว
รู้อะไรมั๊ย อาหารจานนี้ มันจะมีครีมปูไหลออกมาเต็มจากให้เราตักกินด้วยนะ ไม่ใช่ธรรมดาเลย เพราะว่า เราใส่เกลือไปในหมูตอนแรกนั้นแหละ เหตุผลหลักเลย ที่มีน้ำออกมาจากปูมากมายขนาดนี้
โอเค ทีนี้ อิ่มแล้วใช่มะ
อย่าลืม เม้น ให้ด้วยนะครับพี่ ๆ น้อง ๆ
ปล. คำว่าคิดถึง มักจะอยู่คู่กับความห่างไกลเสมอ
และคำว่า รักเธอตลอดไป จะอยู่คู่กับการจากลา
ปล.2 ไม่ค่อยมีอะไรเขียนถึงน้องปิ๊ง เพราะไม่เคยไปไหนด้วยกัน เห็นนอนอืดอยู่แต่บ้าน
ปล.3 ห้องน้องปิ๊ง สะอาดเท่าห้องพี่ปูนเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
ปล.5 ได้คุยกับ คุณหนูโบว์มา เรื่อง อัยการ กะตำรวจ หวังว่าจะพูดจริงทำจริงนะครับ ฝากความแค้นไว้ให้ด้วย
ปล. สุดท้ายแล้ว วันนี้ทำกับข้าวมากินอย่างอลังการ แต่ลืมช้อนมาด้วย อดกินเลย T T
ไม่สังเคราะห์แสง ตอนเที่ยงตรง
4月28日 น้องปิ๊งงงงงงงงง สุดยอออออด
4月24日 มหาสมุทรแห่ง ดวงใจ*****************************************************
รักที่สุด กับสุดที่รัก
ฉันเป็นคนชอบอ่านหนังสือ จำหนังสือเล่มสีเขียวที่ฉันชอบอวดเพื่อน ๆ ได้มั๊ย ~ นั้นแหละ นั้นแหละ มันชื่อว่า "เรื่องดี ๆ มีไว้แบ่งปัน"
ฉันพาหนังสือเล่มนี้ ไปที่ต่าง ๆ ในมุมโลก แม้ว่าฉันจะไม่มีเธอไปด้วย แต่ สิ่งที่เธอเคยให้ฉัน ฉันพาไปด้วยเสมอ
ฉันเดินทางไปทะเลแห่งหัวใจ ที่นี่ฉันพายเรือ ล่องลอยไปเรื่อย ๆ ปล่อยให้เรือแห่งความรู้สึกลอยตามกระแสน้ำไป ฉันพบเกาะต่าง ๆ มากมาย
ที่เกาะนั้น ฉันเห็นอยู่ในสายตาตลอดเวลา เกาะนั้นใหญ่โตเหลือเกิน มีพ่อกับแม่ฉันอยู่ ฉันรู้ว่า นี่คือเกาะที่ฉันรักที่สุด
นั้น นั้น เกาะนั้น เป็นเกาะของ จินนี่ สุนัขที่ตายไปเมื่อสองปีก่อนนี่นา ฉันมองเห็น และพายเรือเข้าไปสัมผัสกับมันอีกครั้ง ฉันร้องไห้ เสียใจ นี่คือเกาะที่ฉันรักที่สุด
เกาะนั้น เกาะที่มีเพื่อนมากมาย ฉันรักเกาะนี้ที่สุดเลย ฉันเรียนที่นี่
ฉันผูกพันธ์กับมันมากเหลือเกิน บนเกาะมีที่ลอกการบ้าน มีโต๊ะไว้พูดคุยเฮฮาสนุกสนาน และมีห้องน้ำเก่า ๆ ราดไม่ลงไว้คอยหลอกหลอน T T
ฉันรักเกาะนี้ที่สุด
ฉันล่องลอยไปในวันว่าง ฉันพบเกาะที่ที่ไม่เคยต้อนรับฉัน
ฉันได้หนังสือเล่มสีเขียวนี้มาจากที่นี่
ฉันคุกเข่าบนชายหาดที่เงียบสงบ ชายหาดที่ไม่เคยมีเสียงตอบกลับมา.......ฉันรักเกาะนี้ที่สุด
ฉันมองเห็นเกาะที่เต็มไปด้วยสิ่งที่ฉันรัก เกาะนี้ฉันใส่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันชอบ นำทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันอยากให้เป็น เกาะนี้แบกรับน้ำหนักมากเกินไปและมันกำลังจะจมลงสู่มหาสมุทรแห่งหัวใจ เกาะนี้รับน้ำหนักสิ่งที่ฉันอยากให้มันเป็นไม่ได้ เหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ใส่ไปที่หลังลา น้ำหนักที่เกินไปนิดเดียวก็ทำให้ลาหลังหักดี....ฉันรักเกาะนี้เหลือเกิน
ฉันเพิ่งลอยลำผ่านเกาะเล็ก ๆ เกาะนึงมา เกาะนี้ฉันทุ่มเท ทุกอย่างที่ฉันมี แต่ดูเหมือนว่าเกาะนี้ก็ยังต้องการทรัพย์ยากรอีกมากมายไม่รู้จบ ฉันท้อแท้ และสิ้นหวัง แต่อย่างไรก็ตาม ฉันก็รักเกาะนี้ที่สุด
สุดที่รัก
ฉันค้นคว้าหาคำตอบ ฉันพายเรือมาทั้งชีวิตอยู่ในมหาสมุทรแห่งหัวใจ จนวันนึงเวลาบอกฉันว่า ถ้าฉันพายเรือเร็วเกินไป จะไม่มีใครตามฉันทัน หรือถ้าฉันพายเรือโลดโผนเกินไป เรือลำอื่นที่ตามมาก็จะล่ม เพราะมัวแต่จะทำอย่างฉัน เป็นอย่างฉัน ที่รัก ฉันพายเรืออยู่ข้าง ๆ เธอแล้ว ฉันไปไม่ช้าไป ไม่เร็วไปใช้มั๊ย?
ตอนนี้เราพายเรือไปพร้อม ๆ กัน ไม่มีใครพายเรือนำใคร
ที่นี่ ที่มหาสมุทรแห่งหัวใจ ไม่มีเกาะของสุดที่รัก แต่เราจะพายเรือไปด้วยกัน เราจะฝ่าฟัน พายุ และแดดแสงแรงกล้าไปด้วยกัน เราจะถึงฝั่งฝันที่นั้นด้วยกัน เมื่อเราเจอเกาะแห่งความฝันนั้นแล้ว วันนั้นฉันจะเป็นคนบอก สุดที่รักเองว่า ฉันรักเธอที่สุด.
***********************************************************************************
เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ความรักล้วน ๆ ครับ เรามักถูกถามเสมอ ๆ ว่า เรารักใครที่สุด คำว่ารักที่สุดมีหลายสถานะมาก อย่างเกาะต่าง ๆ สีของเกาะต่าง ๆ ก็ต่างกัน เส้นปะที่เห็นไม่ได้เท่นะครับ แต่นี่เป็นวรรณกรรมที่ใช้อ่านในห้องน้ำล้วน ๆ เลย design ให้เป็นรอยปะ จะได้ฉีกกันง่าย ๆ อิอิ เหมือนกระดาษทิษชู่เลย
4月20日 ร้อยเรื่องรัก7 ปี
ผู้ชายคนนั้นน่ารักจังเลยนะ ดูดีที่สุดในห้องเลย อยากรู้จังว่าชื่ออะไร
คิงออฟไฟเตอร์ นี่มันสนุกจริง ๆ ว่ะ ท่า combo ต่อเนื่อง ทำได้เนียนจริง ๆ
ต๊อบ เหรอ ชื่อน่ารักจังเลยน๊า~♥
หัวหน้าฉากสุดท้ายนี่มันเก่งจริง ๆ ว่ะ สมกับที่เป็นหัวหน้าใหญ่เลย พรุ้งนี้ต้องชนะให้ได้
นั้นต๊อบนี่นา นั่งกินก๊วยเตี๊ยวท่าทางน่าอร่อย ขนาดกินก๊วยเตี๊ยวยังน่ารักเลยน๊า ~
สูสีว่ะวันนี้ สู้ได้สูสี แต่รู้ทางหัวหน้าใหญ่หมดแล้ว พรุ้งนี้ คงเป็นวันตัดสิน
อยากคุยด้วย อยากรู้จัก ขอแค่คุยด้วยซักครั้งก็ยังดี ~•
เสร็จกรูจนได้ ในที่สุดก็จบเกมส์นี้จนได้ คืนนี้ต้องฉลองกันหน่อย ฮ่า ฮ่า
จะโทรไปดีรึเปล่าน๊า ตอนนี้หลับรึยังนะ แล้วเราจะเริ่มยังไงดีล่ะ เฮ้อ
ใครโทรมาตอนดึก ๆ แบบนี้ว่ะ เสียเวลาเล่นเกมส์จริง ๆ เลย
หนึ่งชม.แล้ว รู้สึกเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน ยังไม่อยากวางเลย อยากคุย อยากคุย
ดึกมากแล้วล่ะ ง่วงแล้ว ไว้โทรมาอีกนะ ^ ^
คนเมื่อคืนนี้ใคร่หว่า คุยด้วยแล้วสนุกดีนะ คืนนี้คงได้คุยกันอีก
โอ๊ย ง่วงจะตายอยู่แล้ว แต่โทรไปหาหน่อยดีกว่า อยากได้รูปต๊อบจัง ~☼
อ๋อ คนนี้นี่เอง
วันนี้จะไปดูหนังกับที่ร๊าก ลั๊ลล๊า ~♪
หนังสนุกดีนะ แต่คนข้าง ๆ ไม่ค่อยน่าสนุกเท่าไหร่ ดูเกร็ง ๆ ยังไงไม่รู้ อึดอัด แต่ช่างเถอะ ถ่ายสติ๊กเกอร์ไว้เป็นที่ระลึกดีกว่า - -
กรี๊ด กรี๊ด เหนือความคาดหมายมาก ๆ แค่อยากได้รูป ที่ร๊ากเฉย ๆ แต่นี่ได้ถ่ายคู่ด้วย สุดยอดเลยอ่ะ จะเก็บไว้อย่างดีเลยนะจ๊ะ
อยากไปทะเลจัง เบื่อเล่นเกมส์แล้ว กำลังจะเรียนจบแล้ว เฮ้อ
ดูต๊อบห่าง ๆ ไป ไม่เหมือนเดิม เรายังเป็นเราอยู่รึเปล่านะ
อีกสองอาทิตย์ก็จบแล้ว ไปทะเลดีกว่า
ต๊อบชวนไปทะเล
@* *@
ดูไปดูมา เธอก็น่ารักเหมือนกันน๊า~
ต๊อบไม่ดูแลเราเลย มีแต่ นุ กับ เอ็มที่ดูแลเรา เกลียดต๊อบแล้ว
คนเยอะขนาดนี้ ขืนดูแลเกินเพื่อนก็ถูกจับได้น่ะซิ เฮ้อ
ลาก่อนนะต๊อบ จากวันนี้คงเป็นวันสุดท้ายแล้วล่ะ "- -
เธอหายไปไหนนะ?
บทความนี้เป็นแนวปรัชญาครับ อาจต้องใช้เวลาอ่านกันหลายรอบหน่อย มันเป็นบทความไม่กี่บรรทัด แต่มีความหมายด้านความรู้สึกของชายหญิงหลายหน้ากระดาษครับ ไม่ว่าจะกลับมาอ่านกี่ครั้ง ความหมายยังคงเดิม เหมือนเรื่องถอรหัสเลย
ปล.ต้องขออภัยเจ้าของเรื่องด้วยครับ พอดีเรื่องนี้มันเข้าทางปืนพอดี อิอิอิ
************************************************
รักที่สุด กับสุดที่รัก
ฉันเป็นคนชอบอ่านหนังสือ จำหนังสือเล่มสีเขียวที่ฉันชอบอวดเพื่อน ๆ ได้มั๊ย ~ นั้นแหละ นั้นแหละ มันชื่อว่า "เรื่องดี ๆ มีไว้แบ่งปัน"
ฉันพาหนังสือเล่มนี้ ไปที่ต่าง ๆ ในมุมโลก แม้ว่าฉันจะไม่มีเธอไปด้วย แต่ สิ่งที่เธอเคยให้ฉัน ฉันพาไปด้วยเสมอ
ฉันเดินทางไปทะเลแห่งหัวใจ ที่นี่ฉันพายเรือ ล่องลอยไปเรื่อย ๆ ปล่อยให้เรือแห่งความรู้สึกลอยตามกระแสน้ำไป ฉันพบเกาะต่าง ๆ มากมาย
ที่เกาะนั้น ฉันเห็นอยู่ในสายตาตลอดเวลา เกาะนั้นใหญ่โตเหลือเกิน มีพ่อกับแม่ฉันอยู่ ฉันรู้ว่า นี่คือเกาะที่ฉันรักที่สุด
นั้น นั้น เกาะนั้น เป็นเกาะของ จินนี่ สุนัขที่ตายไปเมื่อสองปีก่อนนี่นา ฉันมองเห็น และพายเรือเข้าไปสัมผัสกับมันอีกครั้ง ฉันร้องไห้ เสียใจ นี่คือเกาะที่ฉันรักที่สุด
เกาะนั้น เกาะที่มีเพื่อนมากมาย ฉันรักเกาะนี้ที่สุดเลย ฉันเรียนที่นี่
ฉันผูกพันธ์กับมันมากเหลือเกิน บนเกาะมีที่ลอกการบ้าน มีโต๊ะไว้พูดคุยเฮฮาสนุกสนาน และมีห้องน้ำเก่า ๆ ราดไม่ลงไว้คอยหลอกหลอน T T
ฉันรักเกาะนี้ที่สุด
ฉันล่องลอยไปในวันว่าง ฉันพบเกาะที่ที่ไม่เคยต้อนรับฉัน
ฉันได้หนังสือเล่มสีเขียวนี้มาจากที่นี่
ฉันคุกเข่าบนชายหาดที่เงียบสงบ ชายหาดที่ไม่เคยมีเสียงตอบกลับมา.......ฉันรักเกาะนี้ที่สุด
ฉันมองเห็นเกาะที่เต็มไปด้วยสิ่งที่ฉันรัก เกาะนี้ฉันใส่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันชอบ นำทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันอยากให้เป็น เกาะนี้แบกรับน้ำหนักมากเกินไปและมันกำลังจะจมลงสู่มหาสมุทรแห่งหัวใจ เกาะนี้รับน้ำหนักสิ่งที่ฉันอยากให้มันเป็นไม่ได้ เหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ใส่ไปที่หลังลา น้ำหนักที่เกินไปนิดเดียวก็ทำให้ลาหลังหักดี....ฉันรักเกาะนี้เหลือเกิน
ฉันเพิ่งลอยลำผ่านเกาะเล็ก ๆ เกาะนึงมา เกาะนี้ฉันทุ่มเท ทุกอย่างที่ฉันมี แต่ดูเหมือนว่าเกาะนี้ก็ยังต้องการทรัพย์ยากรอีกมากมายไม่รู้จบ ฉันท้อแท้ และสิ้นหวัง แต่อย่างไรก็ตาม ฉันก็รักเกาะนี้ที่สุด
สุดที่รัก
ฉันค้นคว้าหาคำตอบ ฉันพายเรือมาทั้งชีวิตอยู่ในมหาสมุทรแห่งหัวใจ จนวันนึงเวลาบอกฉันว่า ถ้าฉันพายเรือเร็วเกินไป จะไม่มีใครตามฉันทัน หรือถ้าฉันพายเรือโลดโผนเกินไป เรือลำอื่นที่ตามมาก็จะล่ม เพราะมัวแต่จะทำอย่างฉัน เป็นอย่างฉัน ที่รัก ฉันพายเรืออยู่ข้าง ๆ เธอแล้ว ฉันไปไม่ช้าไป ไม่เร็วไปใช้มั๊ย?
ตอนนี้เราพายเรือไปพร้อม ๆ กัน ไม่มีใครพายเรือนำใคร
ที่นี่ ที่มหาสมุทรแห่งหัวใจ ไม่มีเกาะของสุดที่รัก แต่เราจะพายเรือไปด้วยกัน เราจะฝ่าฟัน พายุ และแดดแสงแรงกล้าไปด้วยกัน เราจะถึงฝั่งฝันที่นั้นด้วยกัน เมื่อเราเจอเกาะแห่งความฝันนั้นแล้ว วันนั้นฉันจะเป็นคนบอก สุดที่รักเองว่า ฉันรักเธอที่สุด.
***********************************************************************************
เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ความรักล้วน ๆ ครับ เรามักถูกถามเสมอ ๆ ว่า เรารักใครที่สุด คำว่ารักที่สุดมีหลายสถานะมาก อย่างเกาะต่าง ๆ สีของเกาะต่าง ๆ ก็ต่างกัน เส้นปะที่เห็นไม่ได้เท่นะครับ แต่นี่เป็นวรรณกรรมที่ใช้อ่านในห้องน้ำล้วน ๆ เลย design ให้เป็นรอยปะ จะได้ฉีกกันง่าย ๆ อิอิ เหมือนกระดาษทิษชู่เลย
4月5日 เรื่อง blog ของผมเนื่องจากมีผลกระทบกับตัวเองเรื่องการเขียน blog ครับ
จากนี้ต่อไป ก็จะเลิกเขียนเรื่องตัวเองแล้วล่ะครับ จะทำการปิด blog ตัวเองแล้วครับ
จะเขียนเรื่องคนอื่นแทน ฮา ฮ่า ฮ่า ฮ่า
เรื่องตัวเองเขียนไปคงไม่มีใครเชื่อ ให้ไปอ่านจากคนอื่นเถอะครับ
เหอ เหอ ประชดซะงั้น
ต่อไปคงเขียนให้ระวังมากขึ้น ไม่ให้กระทบถึงใครในวงกว้างครับ
ใน blog ของผมเขียนพาดพิงถึงใครต้องขออภัย ณ ที่นี้ด้วย
หุ หุ หุ
ถึง เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ และคนที่ผมรักนะครับ
วันนี้จะมาอธิบายให้ฟังครับ
ผมไม่ใช่ จ่า นะครับ ผมไม่ได้เป็นทหารอีกแล้ว และไม่ชอบตากแดดด้วยครับ ใครไปอ่าน blog พี่ชาลี อย่าคิดว่าผมเป็น จ่านะครับ เป็นแค่ชื่อที่เรียกกันขำ ๆ เพราะ เหตุเกิดจากที่ผม ไปทะเลาะกับ พันตรีเชาวดลมา ถึงขั้น ท้าต่อยกันเลยทีเดียว จากนั้นผมเลยได้ยศจ่าไปครอง 555+
ผมไม่ใช่พ่อมด และ ผมก็ไม่ได้เลี้ยงกิ้งก่า ไว้ในห้องด้วยครับ ผมเลี้ยงปลาทะเลตะหาก
ผมไม่ใช่ พ่อครัว และไม่ได้รักการทำอาหารเลยครับ ที่ทำเพราะมันไม่มีอะไรจะกินตะหาก
ผมไม่ได้เรียนจบ ที่ออสเตรเรีย อินเดีย หรือประเทศอะไรทั้งสิ้นครับ ไปเรียน แต่ไม่จบอะ "- - เน้นเที่ยวมากกว่าครับ และประเทศที่ผมไปในปีนั้น มี 9 ประเทศครับ ไม่ใช่ 3 ประเทศ
ผมไม่เคยบอกรักใครมา 4 ปีแล้วครับ อันนี้เป็นเรื่องจริง
เรื่องทั้งหมดใน blog ของผมมีทั้งหมด 90 เรื่องแล้ว ทั้งหมดใส่ไข่ และมีเรื่องจริงปะปนอยู่มากมาย
ผมกินแตงกวาไม่ได้เลย ถึงขั้นยอมอดตายครับ นี่เป็นเรื่องจริง ยกเว้นเสียแต่ ถ้ามีคนที่ผมรักเค้ามาก ๆ บังคับให้ผมกินก็อีกเรื่อง อิ อิ อิ แล้วจะมาบังคับกรูทำไมเนี๊ยะ
ผมไม่ชอบกินของหวานอย่างแรงครับ ถ้าไม่หิวจนตาลาย ก็จะไม่กินขนมหวานเลย แต่กินข้าวเป็นกะละมัง งิ งิ งิ ก็อีกแหละครับ ถ้ามีคนที่เรารักชวนกินไอติม ก็คงต้องกินตามเค้านั้นแหละ แฮะแฮะ
ผมไม่ใช่ทนาย แต่ชอบอ่านหนังสือกฎหมายครับ แปลก ๆ ป่ะ
ผมนอนคนเดียวครับ ไม่ได้นอนกับใคร คนที่อยู่ในห้องกับผม เป็นผู้ชายสองคนครับ ผมไม่ได้มีสาว ๆ มานอน หรือใช้ชีวิตร่วมกัน อย่างที่ใคร
เข้าใจนะครับ
ผมถ่ายรูปคู่กับ ผู้หญิงไว้หลายใบ อย่าเหมาว่าพวกเค้า มีอะไรกับผมนะครับ ถือว่า คุณแม่ขอร้องง และ ผมไม่ได้ถ่ายเอง แต่เค้ามาถ่ายกันเองอ่ะ
ผมกับญาติ เจอกันกอดกัน หอมกันครับ เป็นเรื่องปกติ กับเพื่อน ๆ ก็เป็น ไม่เห็นแปลก อย่ามองผมเป็นเสือผู้หญิงเลยครับ พี่น้อง มารู้จักผมก่อนดีกว่า จะรู้ว่า ผมมันรักเดียวใจเดียวขนาดไหน
ปลาวาฬทราย เป็นคนที่มีอยู่จริง แต่ไม่เคยเห็นหน้าครับ ตอนนี้หายสาปสูญไปแล้ว
ไอ้หื่น คือเพื่อน คือตัวผม คือนิสัยของคนที่ผมเจอ มารวมเป็นไอ้หื่นคนเดียวครับ ตัวระคร หื่น ไม่มีอยู่จริงครับ
อย่าตัดสินใครจาก สิ่งที่เค้าเขียนนะครับ แม้จะผ่านการกลั่นกรองจากสมองมาก่อนเขียนแล้วก็ตาม ศึกษาเค้าด้วยตัวเองดีกว่าครับ.....
เบียร์หนึ่งลัง มี 24 กระป๋อง
หนึ่งวันมี 24 ชม. ต้องไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ ๆ ครับ
การที่มีใครก็ตามมาอ่าน blog ของผม ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญเช่นเดียวกัน
แต่เนื่องจาก blog ที่ผมเขียนมีเยอะมาก ๆ จึงอยากรู้ว่า มีใครบ้างที่อ่าน blog ผมจนครบครับ คงไม่มีแน่ ๆ
ขอดูชื่อหน่อย จะพาไปกินข้าวด้วย อิ อิ อิ
ง่วงแระ ขอไปนอนก่อน blog นี้จะเก็บเอาไว้สองอาทิตย์ครับ จะลบทิ้งทั้งหมด แล้วเริ่มตั้งต้นใหม่
เศร้านะ ที่ต้องเริ่มใหม่ ฮือ 3_3
ปล. สาเหตุที่แท้จริง คือ ข้อความบางอย่างใน blog ของผมหายไป ไม่รู้หายไปไหน เลยกังวลว่า วันนึง ข้อความทั้งหมดจะหายไปหมด เลยว่าจะ เก็บไว้อีกที่ โดยลบของเก่าทิ้งให้หมด ขอบคุณทุกคนที่มา ment ให้ครับ คนที่ เอาแต่อ่านอย่างเดียวไม่ยอม ment ให้ ก็ต้องขอบคุณด้วยนะครับ ที่หมั่นมาถามมาแซว
***ไม่สังเคราะห์แสง*** 3月31日 ทำไปได้ไงว่ะ29/3/06
ตอนเอาข้าวเข้าไปอุ่นในไมโครเวฟตอนเที่ยงใช่ป่ะ
ตอนเอาออกมา ไม่รู้ไปทำอีท่าไหน กล่องข้าวไม่รักดี หนีมือไปนอนอยู่ที่พื้น
แบบว่า กล่องกระจาย ส้มบนไมโครเวฟ กับกล้วยของเราก็จะตก ลงพื้นอีก ไมโครเวฟตอนนั้นนี่ แทบจะตกจากโต๊ะอยู่แล้ว ด้วยแรงความลกของเราเอง
อารมณ์นั้นอยากให้มีซักสิบมือ จะได้ช่วยกันคว้าทันของทัน เพราะดูเหมือนว่า ทุกอย่างที่อยู่ในรัศมีมือเรามันจะตกหมด ข้าวหอมมะลิหอมกรุ่น ลงไปนอนแบ
เป็นอึ่งไชโยอยู่ที่พื้นห้องอาหารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อนาถจริง ๆ เลย
อายก็อาย คนก็เยอะด้วย ไม่ไหวแล้ว หนีอายเข้ามาอยู่ใน office ดีกว่า
นั่งสมเพชกับชะตากรรมของตัวเองแป๊บนึง
ก็ทนพิษความหิวไม่ไหว ไปกินกับข้าวที่เรารักษาไว้ได้ดีกว่า กลับไป ข้าวก็ยังกองอยู่ที่เดิม แต่ไม่มีใครสนใจ เหมือนกับว่า คนที่นี่ไม่มีใครรู้จักเรา
อิ อิ เข้าทาง กรูกินกับข้าวสบายใจเลยดีกว่า
กำลังจะกินหมดอยู่แล้ว ดู everybody love lemond เพลิน ๆ ไอ้เกย์ยักษ์ มันดันกินหมดก่อนที่เราจะกลับเข้า office อีก เสียแผนหมดเลย ว่าจะรีบกิน รีบหนีกลับ
แล้วมันก็เดินถอยหลัง เพราะตามันจับจ้องหนังตลกอยู่ เหยียบกองข้าวหอมมะลิของเราแบบ เต็มตีนครับท่านผู้ชม แบบว่า จมไปถึงตาตุ่มเลยทีเดียว
ไอ้เราก็หน้าตาย หันไปมองแบบ เฉยชา ในตาของเราพยายามสื่อให้มันรู้ว่า ซุ่มซ่ามจริงๆ เลยแก แล้วกลับไปกินไข่เจียวของเราต่อไป มันก็ฉุนนะ มีถามเพื่อน ๆ มันด้วยว่า แม่ง ใครทำข้าวหกว่ะ
เพื่อนเกย์ของมันไม่ตอบ แต่ค่อย ๆ หันมามองเราเบา ๆ
แหะ แหะ กรูเองแหละจ๊ะ คิดในใจ พร้อมก้มหน้างุด ๆ เขิลเล็กน้อย
อารมย์ตอนนั้นนี่แบบว่า อยากจะหัวเราะก็อยาก แล้วก็ อายด้วย แต่อยู่ในโหมดหน้าตายน่ะจ๊ะ ห้ามวอกแวก
เราเลยแก้เขินด้วยการ เอากล่องกับข้าวไปเก็บ แล้วก็ เหยียบข้าวที่ตัวเองทำหกอ่ะ
แบบว่า ทำหน้าทำตาด้วยน๊า
อุทานเบา ๆ เป็นภาษาอังกฤษว่า อุปสสสสส์ ใครทำหกว่ะเนี๊ยะ !!!
แล้วก็ไปเอากระดาษมาเช็ดรองเท้า ทำเป็นฉุนด้วยนะเราอ่ะ ตอนนั้น แบบว่า แอคติ้ง
มาก ๆ อ่ะ กรูทำไปได้ไงว่ะ แต่ในใจนี่ประมาณว่า กูทำสำเร็จแล้ว
เดินส่ายหัว แบบไม่สบอารมณ์ออกจาก ห้องอาหาร อย่างสวยงาม
คนไทยดังแล้วโว้ย พี่น้อง
ปล. ข้าวสวยติดเต็มกางเกงเลย แต่ลืมดู ป่านนี้คงรู้ทั่วบริษัทแล้วล่ะว่าใครทำหก
ปล.2 ตอนแรกกะจะพูดอุทานเป็นภาษาจีนแล้ว "ไอ๋หญ๋า โป๊งชี้กลางนางก๋อย" ประมาณว่า ปกปิดสัญชาติอ่ะ ให้มันไปด่าคนจีนแทน 555
ปล.3 แม่ครับ ผมทำได้แล้วครับ T T
*** Cole *** 3月30日 ตอแหลจริง ๆเมื่อวานนี้ วันอะไรจำไม่ได้ดอก ได้คุยกับพี่แป้งสุดสวย
ดังนี้
พี่แป้ง : น้องแมน น้องแมน
Mangi : รัยพี่
พี่แป้ง : มาคุยเรื่องโสโครก โสโครกกันดีกว่า ไม่มีใครคุยกะพี่นานแล้ว
Mangi : อย่างเช่นเรื่องอะไรว่ะพี่
พี่แป้ง : เรื่องขี้
Mangi : บร้า หรอ
Mangi : งั้นเอารูปนี้ไปเรียกน้ำย่อยก่อน
![]() Mangi : มีช่องเก็บเงินด้วยพี่
พี่แป้ง : ชอบ ชอบ ชอบ
พี่แป้ง : เล่าเรื่องหมูอ้วนให้ฟังหน่อย
Mangi : ไม่เอา เล่าเรื่อง คุณป๋อง (นามสมมติ) ให้น้องฟังก่อนซิ แลกกัน
พี่แป้ง : ก็วันนั้นอากาศหนาวมาก เดินกลับบ้าน แล้วเค้าเลยเอาเสื้อมาคลุมให้ มันซาบซ่า เหลือหลาย ตาน้องแมนแระ
Mangi : พี่แป้งมั่วแล้ว เมืองไทยจะหนาวได้ไงว่ะ
พี่แป้ง : "- -
Mangi : นี่ที่นิวซีแลนด์นี่หว่า หลอกน้อง เด๋วไม่รักนะ
พี่แป้ง : อ่ะ ถึงตาน้องแมนเล่าเรื่องหมูอ้วนแล้ว
Mangi : ตลกแระ มาหลอกถาม
มาพูดเรื่องโสโครกกันดีก่า
ยุคของผมนะ ขอฟ้องหน่อย
ยุคของผมนะ ที่โรงเรียนประถมเนี๊ยะ เค้ามีกฎว่า ห้าม ขี้ที่โรงเรียนด้วยล่ะ ถ้าเผลอไปขี้เมื่อไหร่ ต้องถูกเพื่อน ๆ ล้อให้อายกันไป ว่า "ว๊าย ขี้ที่โรงเรียน ว๊าย ว๊าย" พวกเด็ก ๆ ก็น่าบางครับ อาย กันไป แล้วไอ้ห้องน้ำตามโรงเรียนประถม หรือโรงเรียนมัธยมเนี๊ยะ ทำจะทำให้ดีหน่อยก็ไม่ได้ ต้องมีช่องให้ปีนดู หรือไม่ก็มีช่องใต้ประตู ให้ไอ้พวกเพื่อนนรกมันมาก้มดู เวรกรรม ทำไมชอบมาแอบดุคนขี้ว่ะ แบบนี้ สหพันธ์คนชอบขี้ที่โรงเรียนก็สั่นสะเทือนหมดน่ะซิ
ยุคของผมเนี๊ยะ ตอนอนุบาลนะ ใครขี้ต้องถูกล้อ ฉะนั้นถ้าไม่อยากถูกล้อ ให้กลั้น กลั้นทั้งวันครับ 555+ ไม่รู้เป็นอะไร เวลากลั้นอุจราระเนี๊ยะ ทำให้อากาศรอบ ๆ ตัวเย็นลงครับ ไม่รู้คิดไปเองรึเปล่า ขนลุกซู่ ขนลุกซู่ ก็เลยลอง หาใน google ครับ ปรากฎว่า มีการทดสอบให้เอาคน 10 คน ที่ปวดอึ บนรถไฟชินกังเซ็นตอนเช้า ๆ แล้วกลั่น มาเป็นเวลานานพอสมควร มาอยู่ในห้องเดียวกันครับ ปรากฎว่า ห้องทั้งห้อง อยู่ในสภาพมาคุครับ ไม่มีเสียงอะไรเล็กรอดออกมา ทุกคนเริ่มขนลุก และหน้าซีดเผือก ทั้ง ๆ ที่ทุกคนขนลุก เพราะอากาศที่ลดลงอย่างรวดเร็ว แต่กลับ มีเม็ดเหงือแตกพาก พาก อยู่เต็มหน้าครับ นับเป็นการทดลองที่มีค่ามาก ๆ สำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างพวกเราจริง ๆ เค้าบอกว่า ถ้านำคนปวดอึ มากกว่า 30 คนมารวมกันได้ จะทำให้น้ำในแก้วกลายเป็นน้ำแข็งได้เลยทีเดียว !!!
ใครอึดที่สุด คนนั้นจะไม่ถูกล้อ แล้วไอ้หน้าไหนมันจะทนได้ตลอดสองปีครับพี่น้อง ต้องมี แจ๊คพอตแตกกันบ้าง เป็นแค่เด็กอนุบาลที่กล้ามเนื้อตูดยังอ่อนแรงกันอยู่เลย
ประสบการณ์ที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นทั้งประสบการณ์ตรง และประสบการณ์จากเพื่อน ๆ ทางบ้าน ส่งจดหมายเข้ามาเล่าให้ฟังครับ
กี๋ กี๋เป็นเพื่อนตัวเล็กน่ารัก หล่อเหลาเลยแหละ กี๋บอกว่าตอนเด็ก ๆ เนี๊ยะ โดนล้อเรื่องขี้ที่โรงเรียนเหมือนกัน มันน่าอาย แล้วก็โดนแอบดูตอนขี้บ่อย ๆ เซ็งมาก ๆ
จนวันนึง เพื่อนกี๋ ณ โรงเรียนอนุบาลย่านฝั่งธน ปวดอึมาก ๆ พอเลิกเรียนแล้วจะกลับบ้าน กี๋บอกว่า เพื่อนกรูมันแปลงร่างเป็นกระต่ายว่ะ แมน แม่งมีหางมน ๆ เปียก ๆ ออกมาด้วย "- - ไม่อยากคิดสภาพเลย
อีก กรณีนึง ก็มาจาก โรงเรียนเดียวกันนี่แหละ กี๋บอกว่า เรียน ๆ อยู่ เพื่อนกี๋ ก็มาขอกระดาษมาคู่นึง นึกว่าจะขอไปพับเครื่องบินสองหัวร่อนแข่งกัน แต่เริ่มมีกลิ่นเข้ามาในห้อง ตุ ๆ คิดสภาพเด็ก ๆ เริ่มสติแตก โวยวาย เนื่องจากจิตใต้สำนึกบริสุทธิ์
ชี้ชัดอย่างแน่นอนแล้วว่า ต้องมีคนขี้แตกในห้องอย่างแน่นอน วี๊ดว๊ายกระตู้ฮู้กันใหญ่ โกลาหลครับ ร้อนถึง หัวหน้าแก๊ง อาจารย์ประจำวิชา เข้ามาตรวจสอบภายในห้องอย่างระเอียด มีกองอึกองมหึมา อยู่บนกระดาษหนึ่งคู่ครับ ซักไซ้ไล่เรียงยังไง ก็ไม่มีคนรับหรอกครับคุณครู ขืนยอมรับ ก็โดนล้อน่ะซิ เด็ก ๆ เค้าก็มีสังคมของเค้านะคร๊าบ
สรุป เหตุการณ์นี้ จับคนผิดไม่ได้ มีแต่ กี๋เท่านั้นที่รู้ ว่าใคร คือคนขอกระดาษคู่นั้นไปครับ และเด็ก ๆ คงไม่มีใครสังเกตุ ใครบางคนที่เดินขาถ่าง ๆ เพราะขยะแขยงอึตัวเองหรอก จริงป่ะ
เหตุการณ์ดังกล่าว การถูกล้อ ถ้ามาขี้ที่โรงเรียนเนี๊ยะ ทำให้เกิดโศกนาฎกรรม หลายต่อหลายครั้งครับ
อีกฉบับนึงบอกว่า
ผมเป็นคนหน้าตาดีคนนึงเลยครับ วันนั้นนั่งรถทัวน์เพื่อกลับบ้านที่ขอนแก่น นั่งไม่รู้กี่สิบครั้งแล้ว มีครั้งนี้ครับ โชคดี ได้นั่งกับสาวน่ารักครับ นั่งได้ไปสาม สี่ชม.ครับ มีการแวะทานข้าวกันเรียบร้อยแล้ว ได้คุยกับสาวน่ารักแล้ว แต่ท้องเจ้ากรรมครับ มันดันประท้วง แล้วเริ่มประท้วงหนักขึ้นเรื่อย ๆ ครับ รถทัวน์มันก็ไม่มีทีท่าว่าจะจอด ขนก็ลุก กลัวสาวเห็นอีก ต้องซุกมือเข้าใต้ผ้าห่ม สุดท้ายทนไม่ไหวครับ กระซิบเด็กเก็บเงินในรถ ว่าขอแวะเข้าห้องน้ำหน่อย เด็กเก็บตั๋วก็ใจดีครับ ตะโกนลั่นรถเลยว่า "มีคนปวดขี้ แวะปั้มด้วย" อายโครต ๆ พอไปเข้าห้องน้ำได้ ต้องสละถุงเท้าไปอีกคู่นึงครับ เนื่องจากน้ำ และกระดาษ ไม่มีเลยในห้องน้ำต่างจังหวัดครับ เดินกลับขึ้นรถ อย่างสง่าครับ คนทั้งรถมองกันเป็นตาเดียว ดีนะ ไอ้เด็กเก็บตั๋วไม่ถามว่า ถุงเท้าพี่ไปไหน
เพื่อนชื่อบอล ครับ
วันนึง เดินลงบรรไดด้วยกันกลุ่มใหญ่ครับ ไอ้เพื่อนบ้านี้ ดันทะลึ่ง ตดอย่างแรงออกมาครับ มันมาพร้อมกากด้วยครับ ถามเพื่อนวิศวะ เพื่อนมันบอกว่า อาการแบบนี้เรียกว่า ตดแข็งตัวครับ ตดออกมาเป็นก้อนเลย อนาถสุด ๆ ครับ เพื่อนทุกคนอาการแตกฮือครับ แล้วไม่ถึง ห้าวินาที อาจารย์คุมสอบสุดสวย ที่ไอ้บอลหลงรักก็ออกมาจากมุมตึกครับ ออกมาด้วยอาการหน้าแดง ๆ ด้วยนะครับ เป็นที่รู้กันว่า อาจารย์รู้เห็นเป็นใจกับเหตุการณ์ทั้งหมดครับ อนาถจริง ๆ
จากวันนั้นจึงได้คำศัพท์ใหม่ ๆ จากบอลครับ
"ตดเหม็นคนชัง ตดเสียงดังคนช๊อบบบบบ"
จากกี้ "กินให้เต็มที่ ขี้ให้เต็มกางเกง"
เป็นต้น
จริง ๆ แล้วเรื่องขี้ เรื่องทุเรศมีเยอะมาก ๆ ไว้จะค่อย ๆ มาเล่าครับ เพราะเยอะมาก ๆ จริง ๆ
อันที่จริง วันนี้จะมา upblog ความทรงจำดี ๆ เกี่ยวกับเพื่อนรักของเราครับ
โดเรม่อนไงครับ ใครไม่ดูนี่โครตเชยครับ เรื่องนี้อัมตะจริง ๆ คำถามยอดฮิตก็คือ
"ถ้านายขอของจากโดเรม่อนได้ นายจะขออะไร"
แบบว่า มันสุดยอดครับ แต่ปัจจุบันผู้เขียนได้จากไปอย่างไม่มีวันได้กลับมาอีกแล้วครับ
ผมได้อ่านตอนจบมาราว 2 ปีแล้วล่ะ แต่อยากเอามาไว้ใน "จดหมายเหตุแห่งกู" หรือ blog ของตัวเองบ้างครับ
โดเรม่อนตอนจบ โดเรม่อนตอนจบ แบบที่ 1 อย่างที่คุณรู้อยู่แล้วว่า โดราเอมอน เป็นการ์ตูนที่ไม่มีตอนจบ แต่เรื่องต่อไปนี้ เป็นตอนจบของการ์ตูนดัง มีบางคนได้เขียนเรื่องนี้ขึ้น และ เก็บไว้ในโฮมเพจ และตอนนี้ ก็เป็นที่รู้จักกันไปทั่วญี่ปุ่น โดยผ่านทางอินเทอร์เน็ท วันหนึ่ง ซึ่งเป็นวันธรรมดาทั่ว ๆ ไป โนบิตะกลับมาจาก โรงเรียน และ ขึ้นไปยังห้องนอน และพบโดราเอมอนกำลังนอน หลับอยู่เหมือนปกติ "นี่ ! โดราเอมอน ตื่นมาเล่นกันเถอะ" แต่โดราเอมอนก็ยังหลับอยู่ โนบิตะคิดว่า โดราเอมอนคงเหนื่อยมาก จึงปลุกไม่ตื่น ดังนั้นโนบิตะ จึงออกไปเล่นกับ ชิซูกะ และ เพื่อนคนอื่น หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง โนบิตะกลับมายังบ้าน แต่โดราเอมอน ก็ยังหลับอยู่ โนบิตะรู้สึกแปลก และ พยายามปลุกโดราเอมอน แต่ก็ไม่ปฎิกริยาใด ๆ จากโดราเอมอนทั้งสิ้น โนบิตะเริ่มรู้สึกกลัว และ เหนื่อยที่จะปลุกโดราเอมอน โนบิตะพยายามทำทุกอย่าง แต่โดราเอมอนก็ไม่ยอมตื่น โนบิตะเริ่มรู้สึกว่า มีบางอย่างเปลี่ยน แปลงไป และมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โนบิตะเริ่มร้องไห้ และร้องไห้โฮ แต่โดราเอมอนก็ไม่ขยับเลยแม้แต่นิดเดียว และแล้วโนบิตะก็คิดอะไรขึ้นมาได้ ไม่รอช้า โนบิตะกระโดดเข้าไป ในโต๊ะที่มีไทม์แมชชีน และ โนบิตะก็ได้ไปในอนาคตเพื่อที่จะ พบโดเรมีน้องสาวของโดราเอมอน โนบิตะขอร้องให้โดเรมีช่วย และ พยายามนำตัวโดเรมีให้กลับมาในปี 1998 หลังจากที่มาถึง โดเรมีก็ได้ เข้าไปตรวจสอบในตัวโดราเอมอนว่าเกิดอะไรขึ้น หลังจากนั้นไม่กี่นาที โดเรมีก็บอกโนบิตะว่า "แบตเตอร์รี่หมด" โนบิตะถูกทำให้เชื่อว่าเป็นเช่นนั้น และ ถามโดเรมีเพื่อความแน่ ใจอีกครั้งว่า "แบตเตอรี่หมดหรือ ? อย่างงั้นโดราเอมอนก็ไม่เป็นไรสิ ใช่ไหม? ถ้างั้น ช่วยเปลี่ยแบตเตอร์รี่ใหม่ให้หน่อย ทำให้โดราเอมอนกลับมามีชีวิตเหมือนเดิม" โดเรมีมองมาที่โนบิตะ และสั่นหน้า แล้วพูดว่า "ฉันควรจะเปลี่ยนแบตเตอร์รี่ใหม่หรือ " โนบิตะจึงถามกลับว่า "ทำไมโดเรมีจึงพูดอย่างนั้น" โดเรมีจึงตอบ ว่า แบตเตอร์รี่หลักของโดราเอมอนอยู่ตรงนี้ ใกล้กับกระเป๋า และ ก็ถูกใช้หมดแล้ว แต่จริง ๆ แล้วก็ยังมีแบตเตอร์รี่สำรองอยู่ที่หู แต่อย่างทีรู้ ๆ กันอยู่ว่า หูทั้งสองข้างของโดราเอมอนถูกหนูกินไป เมื่อหลายปีก่อน ดังนั้นตอนนี้จึงไม่มีแบตเตอรรี่สำรอง โนบิตะ จึงถามโดเรมี "เธอหมายความว่าไงน่ะ" ฉันหมายความว่า ถ้าฉันเปลี่ยนแบตเตอร์รี่ใหม่ โดราเอมอนจะสูญเสียความจงจำ ทั้งหมดเกี่ยวกับโนบิตะตลอดกาล "แล้วฉันควรจะเปลี่ยนหรือ" "อะไรนะ" โนบิตะปิดตา แล้วก็ร้องไห้ แต่หลังจากนั้นไม่กี่นาที โนบิตะก็หยุดร้อง และพูดเบา ๆ กับโดเรมีว่า "ขอบคุณมาก ผมจะจัดการส่วนที่เหลือเอง เธอควรจะกลับไปยังโลกอนาคตได้แล้ว" โดเรมีไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ก็เข้าไปกอดโนบิตะ แล้วโดเรมีก็ลา โนบิตะกลับไปยังโลกอนาคต หลังจากที่โดเรมีกลับไปแล้ว โนบิตะก็อุ้ม โดราเอมอนไปไว้บนชั้น ...หลายปีผ่านไป... ในปี 2010 โนบิตะโตเป็นผู้ใหญ่ ตั้งแต่วันนั้น โนบิตะก็เปลี่ยน แปลง และ เรียนหนังสืออย่างหนัก และ ก็ไม่เคยร้องอีก และ เขาอยู่โดยไม่มีโดราเอมอน โนบิตะบอกชิซูกะ และ เพื่อน ๆ ทั้งหลายว่า โดราเอมอนต้องกลับไปยังอนาคต และ ไม่สามารถมา พบเพื่อน ๆ ทั้งหลายได้อีกแล้ว ชิซูกะประทับใจในตัวโนบิตะ ที่มีความเปลี่ยนแปลง และต่างจากเมื่อ 10 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง และทั้งสองก็รักกัน แล้ว แต่งงานกัน โนบิตะเป็นนักวิทยาศาสตร์ และทำห้องของเขาเป็นห้องทดลอง และ เขาก็ได้ตั้งใจทดลองอย่างนัก และ ห้ามไม่ให้ชิซูกะ เข้ามายังห้องทดลอง และแล้ววันหนึ่ง โนบิตะก็เรียกให้ ชิซูกะเข้ามายังห้องทดลอง และ มันเป็นครั้งแรกที่ชิซูกะเข้ามายังห้องของสามีของเธอ ในขณะที่เธอเข้ามายังห้อง เธอถึงกับอึ้ง จนพูดอะไรไม่ออก เธอเห็นโดราเอมอนเพื่อนเก่าของเธอที่เคยเล่นด้วยกัน ในตอนที่ยังเป็นเด็ก โดราเอมอนไม่ขยับ และ เหมือนกับกำลังหลับ "ดูนี่! ชิซูกะ ผมจะเสียบปลั๊กแล้วนะ" โนบิตะเปิดสวิทหลัก บนตัวของโดราเอมอน โดราเอมอนค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เป็นเป็นช่วงที่ ทำให้เข้าใจได้ว่าใครเป็นผู้ที่คิดค้นโดราเอมอนขึ้นมา ซึ่งก็คือ โนบิตะนั่นเอง เขาเรียนอย่างหนัก เพื่อที่ว่าจะได้ พบ และ พูดคุย กับโดราเอมอนเพื่อนรักของเขา ที่มารู้จักกัน แล้ว ก็จากไป โนบิตะเป็นผู้หนื่งที่ได้สร้างโดราเอมอนขึ้นมา เขา คิดค้นโปรแกรม และ โครงสร้างทั้งหลาย สำหรับหุ่นยนต์โดราเอมอน โนบิตะและ ชิซูกะ ร้องไห้อย่างเงียบ ๆ โดราเอมอนก็ลืมตาขี้น และ ก็พูดว่า " โนบิตะ นายทำการบ้านเสร็จ แล้วหรือ" มันเหมือนกับมี ก้อนเมฆสีขาวก้อนเดิม ยังลอยอยู่บนท้องฟ้า ช่างเหมือนกับเวลาแห่งความทรงจำในอดีต ที่พวกเขามีร่วมกัน ... โดเรม่อนตอนจบ แบบที่ 2 วันหนึ่ง ฉากในโรงพยาบาล โนบิตะตื่นขึ้นมา และเจอพ่อกับแม่และเพื่อนๆ ครบทุกคน ยืนอยู่รอบเตียง แล้วโนบิตะก็ถามถึงโดเรมอน ทุกคนกลับปฎิเสธว่า ไม่รู้จักและบอก โนบิตะว่า โนบิตะหลับมานานเป็นปีแล้วเนื่องจากไม่สบาย และโนบิตะก็นึกย้อนถึง เรื่องราวเกี่ยวกับโดเรมอน ทั้งการผจญภัยต่างๆ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเพียงความฝันเท่านั้น โดเรมอน เซวาสึ โดเรมี ล้วนเป็น ความฝันของเขาทั้งสิ้น โนบิตะเป็นเด็กที่ไม่แข็งแรง และไม่มีเพื่อนรักที่ จะอยู่ด้วย เขาต้องนอนโรงพยาบาล ตลอดเวลาและเขาก็หลับไป ฉากต่อมา เริ่มที่ พ่อแม่และเพื่อนๆของโนบิตะ ร้องไห้กันอยู่ในงานศพของ โนบิตะ..เขาจากไปก่อนวัยอันควร.. และเรื่องราวทุกอย่างก็จบลง ที่โนบิตะฝันถึงโดเรมอนและอนาคตนั้น เป็นเพราะเขารู้ดีว่า เขาจะต้อง ตายในอีกไม่นาน เขาจึงอยากที่จะมีอนาคต มีเพื่อนรัก มีการผจญภัยสนุกสนาน แต่ฝันของเขาก็ไม่มีวันเป็นจริง... ตลอดไป...... เพลงโดเรม่อน เนื้อเพลงภาษาญี่ปุ่น คอนนะโคะโตะอิอินะ เดะคิตะระอิอินะ อันนะยูเมะคอนนะยูเมะ อิพพะอิอะรูเคะโด มินนะมินนะมินอินะ คะนะเอะเตะคุเระรุ ฟูชิงินะพกเก็ตโตะดะ คะนะอิเตะคูเระรู โซราจิยูนิ โทบิตะอินะ ฮาอิ ทาเคะคอปต้า อัง อัง อัง ตดเตะโมะดาอิซุคิ โดราเอ..มอนน... เนื้อเพลงแปลเป็นภาษาไทย เรื่องอย่างนี้ดีจังเลย ถ้าทำได้ละก็ยอดไปเลยนะ ความฝันเหล่านี้ เหล่านั้น มีตั้งเยอะตั้งแยะแน่ะ ทุกคนก็เป็นคนดี มาเติมฝันเหล่านั้นให้เต็ม ด้วยกระเป๋าวิเศษนี้ มาช่วยเติมฝัน อยากบินได้อย่างอิสระบนท้องฟ้าจังเลยนะ ไฮ้ ( นี่ไง ( เสียงของโดเรม่อน ) ) คอปเตอร์ไม้ไผ่ อัง อัง อัง ชอบมากๆ เลยล่ะ โดราเอม่อน.... *** ไม่สังเคราะห์แสง*** 3月21日 ข่มขืนผมนั่งอ่านหนังสือกฎหมายอยู่ หนึ่งเดือนนิด ๆ แล้ว อ่านแล้วอ่านอีก ถึงกฎบรรยัดต่าง ๆ เหตุผลที่ต้องมีกฎหมายข้อนั้นข้อนี้เพื่ออะไร
ผมอดคิดไม่ได้เกี่ยวกับคดีอาญาคดีหนึ่ง เป็น ฎีกา (มีการตัดสินโดยศาลไปแล้ว)
คดีนี้เป็นคดีข่มขืนครับ มีการข่มขืนหลายครั้ง (กระทำหลายกรรม)
ข่มขืน และชิงทรัพย์ มีเจ้าทุกข์นับสิบราย ที่แจ้งความและไม่แจ้งความ
อุกอาดครับ ผู้หญิงบางคน ยังไม่เคยนอนกับคนที่ตัวเองรักด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องเสียความบริสุทธิ์ให้กับ ไอ้เลวระยำหมาตัวนี้ ที่แย่กว่านั้น ผู้ชายคนนั้นดันเลิกคบกับโจทย์ ในเวลาต่อมาอีกด้วย
ศาลตัดสินจำคุก ตลอดชีวิต ซึ่งเป็นอะไรที่หนักที่สุดแล้วครับ สำหรับคดีอย่างนี้
ทางจิตใจของเราคงไม่เพียงพอต่อความผิดที่พวกมันกระทำ
ทำไมไม่มีการทำโทษอย่างเด็ดขาด พวกนี้จะได้หายไปจากโลก
พวกเลวชาติ !!!
อย่างน้อยต้องยึดของกลางเอาไว้
ต้องลิบไว้ครึ่งหนึ่งในกรณีจับได้แบบมีหลักฐาน
ประชาฑัณมัน ให้สาแก่ความผิด
ว่ากันไป
รู้อะไรกันมั๊ยครับ สาเหตุที่กฎหมายลงโทษคนพวกนี้สูงสุดเพียงแค่ จำคุกตลอดชีวิตคือ
เพื่อกันมิให้ ฆ่า เจ้าทุกข์ครับ หากพวกนี้กระทำการข่มขืน
เหยื่อทุกรายจะต้องถูกฆ่าทิ้งอย่างแน่นอน ทุกครั้งในการข่มขืนถูกจับได้ หมายถึงตาย เจ้าทุกข์จะต้องโดนปิดปากอย่างแน่นอน
อย่าเพิ่งคิดต่อต้านนะครับ
มาดูคดีตัวอย่างของการค้ายาเสพติดประเภทที่หนึ่งกันครับ
เป็นลักษณะการเปรียบเทียบ การลงโทษนะครับ
เป็นที่รู้กันว่ามีอะไรบ้าง ครอบครองเพื่อเสพ ก็สองปี
ครอบครองเพื่อจำหน่ายจ่ายแจก ก็ตลอดชีวิต
กระทำหลายกรรมนี่ประหารชีวิต ก่อนประหารมีการรอการตัดสินในชั้นศาลอีกราว ๆ สามชั้น ใช้เวลาอย่างน้อยก็ 10 ปีขี้นไปทั้งนั้น
ส่วนใหญ่คนที่ถูกตำรวจตามล่านี่ ต่อสู้หนีตายทั้งนั้นครับ
ต้องยิงกันให้ตายไปข้างนึง เพราะยังไงต้องตายอยู่แล้ว
มีการฆ่าปิดปากกันมากมาย
เป็นลักษณะเดียวกับกฎหมายข่มขืนเลยครับ
มาป้องการการข่มขืนกันเถอะครับ
แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์บอกว่า
1.เจ้าทุกข์จะทำใจก่อนซักสองสามวันถึงแจ้งตำรวจ ซึ่งนั้นจะทำให้คดีหลุด เนื่องจากหลักฐานอ่อนลงตามกาลเวลา ใครโดนข่มขืนมา ให้วิ่งไปแจ้งตำรวจเลย "- - นั้นแหละจะพอจับคนร้ายดำเนินคดีได้
2.ถ้าข่มขืนในวันฝนตก คดีร้อยละ 90 จะหลุด เพราะเหตุผลข้างบน และ น้ำฝนชะล้างไปจนหมด
3. ถ้ามีการเปลี่ยนท่าในระหว่างกิจกรรม คดีจะหลุดทันที กลายเป็นยินยอมไป เพราะการข่มขืนได้นั้น จะเป็นไปได้แค่ท่าเดียว คือท่า มิชชันนารี
4. ปกติแล้ว ผู้ชายจะข่มขืนผู้หญิงไม่ได้เลย ยังไงก็ข่มขืนไม่ได้ หากไม่สมยอม หรือโดนทำร้ายร่างกาย และผู้หญิงที่ต่อสู้ขัดขืนมาก ๆ ส่วนใหญ่จะตาย
5. ถ้าโดนข่มขืน ให้สาว ๆ เอื่อมมือไปจับของกลางเอาไว้ แสร้งว่าจะทำการรูดเข้าออก แต่ลื่นต่ำลงไปที่บ๊วยย่น จากนั้น บีบให้เต็มแรง มีเท่าไหร่ใส่เข้าไป แค่นี้แหละ ถึงตาย !!! เพราะเส้นประสาทตรงนั้นต่อสายตรงเข้าที่ขั้วหัวใจเลยทีเดียว
เอาแค่นี้ก่อน จำอะไรไม่ค่อยได้
6. ผู้หญิงที่เพิ่งถูกข่มขืนมา สภาพจิตใจย่ำแย่ถึงขีดสุด ต้องไปแจ้งความกับตำรวจ อาจจะต้องเล่าเหตุการณ์ในตอนนั้นซ้ำไปซ้ำมามากกว่า 10 ครั้ง กว่าจะสิ้นสุดการสอบปากคำ และต้องสอบปากคำอย่างระเอียดและหยาบคาย มีการถามท่วงท่าในการร่วมเพศ ลอยตำหนิของผู้ชาย หน้าตา รูปร่าง น้ำเสียง การแต่งกาย เสร็จไปกี่ครั้ง เสร็จข้างนอกหรือข้างใน ใส่ถุงยางหรือไม่ ซึ่งเหมือนกวนตะกอนที่ไม่อยากให้ฟุ้งกระจายในจิตใจออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้ายก็ต้องถอนแจ้งความไป เพราะทนพิษบาดแผลทางจิตใจไม่ไหว
ปล. ณ ปัจจุบัน ไม่มีกฎหมายคุ้มครองผู้ชายตัวเล็ก ๆอย่างพวกเราครับ ถ้ามีจริง จะกลายเป็นการสมยอม และกลายเป็นการทำร้ายร่างกายให้เสียทรัพย์ครับ โทษเบากว่ากันเยอะ และจะมีการแตกย่อยออกมาว่า ทำร้ายร่างกาย แบบทำให้เสียเลือดหรือไม่ หรือแค่บอบช้ำ ยอมความกันได้ง่ายๆ ครับ
***ไม่สังเคราะห์แสง***
3月16日 ถึง โอ๋![]() รูปใหญ่โครตเรย
คนนี้คือโอ๋ เพื่อนไอ้ตัวเล็กของเรา
ไม่รู้จะเขียนอะไรถึงโอ๋ดี
แต่ความทรงจำของเราคือ เถียงกะโอ๋ แล้วก็สั่งสอนโอ๋บ่อยๆ
นั่งดูโอ๋ร้องไห้ด้วย (หึ หึ สะใจว่ะ)
ถ้าพูดถึงผู้หญิงชื่อโอ๋ก็ต้องบอกว่า เป็นคนดื้อด้าน เอาแต่ใจตัวเอง เถียงใครไม่ได้ก็ต้องหาพวกพ้องมาช่วยสู้รบตบมือ ทำอย่างกะพวกพ้องจะเอามาสู้รบปรบมือกะเราได้เลย 555+ ปากจัดสู้ชั้นไม่ได้หรอก
โอ๋เป็นคนใจดี โอบอ้อม เหมือนกิมลี่เลย ขอบใจมาก ๆ สำหรับทุกอย่างนะ หุ หุ
มองเห็นโอ๋เป็นเหมือนน้องสาวคนนึง แบบว่า ทำไมมันดื้องี้ว่ะ พูดไรไม่ฟัง แล้วก็น้ำตาเช็ดหัวเข่า ไม่เป็นไรเว่ย เริ่มใหม่นะ เราอยู่ข้างโอ๋อยู่แร้นน
เจอโอ๋ครั้งแรก พูดภาษาอังกฤษใหญ่เลย เหอ เหอ ตอนแรกนึกว่าฝรั่ง ไป ๆ มา ๆ กลายเป็นคนไทย กินส้มตำซะแร้วว
ไม่รู้จะพูดถึงยังไงแล้ว เพราะเจ้าตัวบอกว่า อย่าเขียนให้ฮา และ อย่าเอาเรื่องเศร้ามาเล่าด้วย
แร้วกรูจะเขียนถึงโอ๋ยังไงอ่ะครับเนี๊ยะ
เอาเป็นว่า โอ๋เป็นคนน่ารัก และ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ใครสนใจ ติดต่อ Cole ได้ฮะ
โปรโมทซะงั้นน่ะ
แต่คงจะยากหน่อย เพราะโอ๋บอกว่า ได้ปิดประตูหัวใจไปแล้ว 555+ น้ำเน่าจริง ๆ
ปล. คนถ่ายรูปนี้ ถือว่าเป็นคนมีฝีมือมาก ๆ ครับ 555 เอิ๊ก
ปล.2 ถ้าโอ๋ เข้ามาอ่าน อย่าพยายามเม้น เพราะจะมีหนุ่มใหญ่ใจร้ายคอยจ้องจะคุยด้วยอยู่ 5555+
***Cole*** 3月10日 บ่น ๆวันนี้กินข้าวที่โรงอาหารของตึก bergundy ครับ
ได้ลองกิน Bonless bangus ดู อร่อยครับ เสริฟในกระทะร้อน ๆ มาเลย สนนราคาก็ไม่แพงครับ แต่ไม่รู้จะเสริฟอะไรให้มันร้อนขนาดนั้น ร้อนแบบว่า ข้าวไหม้เลยครับ ลิ้นพองเลย แล้วก็ ลองกิน มะเขือทุบแบน ๆ แล้วเอาเนื้อหมูสับคลุกกับไข่ลงไปทอด นึกภาพออกป่ะ ไม่ได้ถามหรอกว่าเรียกว่าอะไร แต่เห็นมาหลายวันแล้ว คงเป็นของดีของที่นี่ กินดูก็อร่อยดีครับ อาจจะเป็นเพราะมาอยู่นานแล้ว ลิ้นเทวดาของผมเลยเปลี่ยนไป
นั่งกินโต๊ะเดียวกับกระเทยครับ
กระผมเป็นอะไรก็ไม่ทราบ ถูกชะตากับกระเทยเหลือเกินครับ พวกเธอจะมานั่ง แล้วก็ชอบพูดจาเสียงดัง จะให้มันเด่นหรือไงไม่ทราบ ที่จริง ปกติพวกแกก็เด่นมาก ๆ อยู่แล้วนะเว่ย กินข้าวไปไม่กล้าหันไปมอง เหมือนอยู่กลางสนามรบเลย เพราะพวกเธอหัวเราะอย่างกะปืนกล และที่สำคัญ คนเราทุกคนมี สัมผัสที่หกครับ
ยิ่งกระผมด้วยแล้ว รู้สึกเลยครับว่า มีคนจ้องมองเราอยู่แบบไม่วางตา แบบว่า เหมือนงูกำลังจ้องมองกบอ่ะครับ ถ้าผมขยับเมื่อไหร่ พวกมันต้องเขมือบผมอย่างแน่นอนครับ
ผมไม่ได้เกลียดกระเทยนะครับ แต่มันทำใจไม่ได้จริง ๆ แบบว่า มันหันมามองผมกินข้าวแบบไม่วางตาเลย ให้ตายซิ จะเอาเชือกกล้วยมามัดมันไว้ไกล ๆ ได้มั๊ยนี่
สุดท้ายพวกเธอก็ไปครับ ผมโล่งอก ที่ไม่ตกเป็น prey ให้กับพวกเธอ คำ ๆ นี้ผมได้ยินมาครับ ตอนแรกไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร แต่ก็จำมาว่า พวกนี้มันนินทาอะไรเราฟระ แล้วพูดเสียงดัง ๆ แล้วหัวเราะถี่ ๆ
ที่แท้ มันเห็นกระผมเป็นเหยื่อนี่เอง "- - โถ โถ โถ คิดแล้วน้อยใจ
ย้อนอดีต กันสมัยหนุ่ม ๆ ที่กระผมทำงานอยู่ที่กสิกรไทยสีลมนะครับ
สมัยนั้นก็สามสี่ปีมาแล้วล่ะ ทำงานที่นั้นร่วม ๆ ปีนึงเห็นจะได้
ทุก ๆ วัน จะมีตุ๊ดแต๋ว ฮ่องกง และ กระเทยชาวจีน มาก่อล่อก่อติก อยู่เสมอ
แบบว่า กระผมก็มีเพื่อนเกย์นะครับ ไม่ใช่ไม่มี
เพื่อนผมมันไม่เห็นจะแต๋วแตกเวอร์ขนาดพวกบ้านี่ครับ หื่นด้วย ชอบมามองก้น กับมองเป้าบ่อย ๆ
ช่างเถอะครับ ชินซะแล้วที่ไม่มีสาว ๆ มามอง
วันนี้หลังจากกินข้าวกลางวันเสร็จ ก็จะกลับขึ้นมาทำงานต่อ ก่อนที่ผมจะลุกออกจากโต๊ะ ก็จะมีพนักงานมาเก็บจานไปล้างครับ โกยเศษอาหารด้วย อดนึกถึงตอนที่อยู่
มหาวิทยาลัย สยาม ไม่ได้ครับ
ที่นั้น จะมีลุงแก่ ๆ คอยเก็บจานไปล้างครับ แต่ลงแกไม่ธรรมดานะครับ เป็นอะไรที่ตื่นตาตื่นใจผมมาก ๆ คือ ถ้าใครทานอาหารเหลือเนี๊ยะ ที่เป็นก้อน ๆ เช่น ไก่เป็นชิ้น ลูกชิ้นทอด หรือ เกี๊ยวปลาในชามเกี๊ยวเตี๊ยว ลงแกจะแสรงทำเป็นเทเศษอาหารใส่ถังเศษอาหารครับ แต่ถังแกไม่เคยเต็ม จะมีแต่น้ำ แต่ไม่มีลูกชิ้นลอยขึ้นมา เยี่ยงถังใส่อาหารทั่วไป
ต้องจับตาดูแกดี ๆ ครับ มือแกไวมาก ๆ มองผ่าน ๆ จะไม่รู้เลยว่า ลูกชิ้นลูกนั้นหายไปไหนกลางอากาศ แกเก็บกินได้หมดครับ ผมทำวิจัยเกี่ยวกับแกมาตลอด 2 ปีครับ (จะทำทำไม) ลุงคนนี้ดังนะครับ ทุกคนต้องรู้จัก
แล้วก็มีเฮียขาเป๋ขายขนมอีกคน แกชอบเดินมาหากระผมครับ จริง ๆ เดินไปทั่วมหาลัยแหละ และจะมีคำขวัญติดปากแกครับ แกพูดไม่ค่อยชัดนะครับว่า
"ดวงตาบริจากให้สภาการชาติไทย แต่หัวใจฉันให้เธอคนเดียว"
ชอบ ๆ ๆ ๆ ซื้อ ๆ ๆ ๆ ซื้อของแกบ่อย ๆ
ผู้เขียน สนิทกับคนขายอาหารในโรงอาหาร ม.สยาม มาก ๆ แม่ค้าร๊าก แม่ค้าหลงครับ หรือคิดไปเองคนเดียวไม่รู้ เพราะผู้เขียนชอบลืมเงินมาโรงเรียน เลยต้องไปอ้อน แม่ยก เอ้ย แม่ค้า ขอกินข้าวหน่อย บางทีก็ อ้อนกระเทยขายน้ำ เพื่อกินโกโก้ครับ เป็นนิสัยไม่ดี ไม่ควรเอาแบบอย่าง
คิดถึง ม.สยามจัง
ตื่น ๆ ๆ ๆ กลับมาที่ปินส์ดีกว่า
พอผมกินข้าวเสร็จใช่ป่ะ รู้สึกเหมือนข้าศึกจะบุก
แบบว่า รีบเดินตัวบิดมาเลย ลิฟคนอย่างเยอะ และ แอร์เย็น ขนลุกซู่ไปหมด 555+
กว่าลิฟจะมา นี่ ร่วมสิบนาที ทำร้ายจิตใจอันบอบบางกันน่าดู
บิดแล้วบิดอีก แอร์ก็เย็น ขนลุกเป็นหนังเป็ดไปหมดแล้วเนี๊ยะ มีเหงือซึม ๆ ออกมาด้วย โอ๊ววว
พอเข้าลิฟ ครั้งนี้ไม่โดนคนปินส์กดลิฟหนึบ แต่พวกมัน เจือกใจดี กดเปิดค้าง ให้คนที่ยังไม่เข้ามา เข้ามาให้หมด แบบว่า มีการถามเสียงดังด้วยนะ anyone ? ขอบใจนะสาด ทีวันปกตินี่ กดหนีบกูจังเลย
แล้ววันนี้ คนขึ้นลิฟ มันเป็นบ้าอะไรกัน เวะแทบทุกชั้น เวลาทุกนาทีของค่าย
บางระจันทร์มาค่านะเว่ยยยยย อุจาระกรูจะทะเร็ดอยู่แร้นนนนนน
ขนลุกซู่ ขนลุกซู่
กว่าจะถึงที่หมายได้ แทบแย่
ประตูลิฟเปิด รีบเดินเป็นเป็ดเข้าออฟฟิศทันที แหล่งที่หมายคือที่ไหนรู้ ๆ กันอยู่
ยิปปี้
เรื่องนี้จบอยู่แฮปปี้ครับ
ขำ ขำนะ ไม่ใช่เรื่องจริงหรอก คิ คิ คิ
***Cole*** 3月9日 จีบสาวมีเรื่องเล่าอยู่เรื่องนึงครับ
มีไก่สาวอยู่ตัวนึงครับ เธอเดินตกท่อครับ
โง่จริงเลย
เจ้าหมูน้อยมาดเสี่ยมาเจอเข้าพอดี
เลยยื่นมาเข้ามาช่วย ปรากฎว่า บ่อมันลึกเกินไปครับ ไม่สามารถ
เอื่อมมือไปจับไก่สาวได้
หมูน้อย เลยเอาเงิน สามพัน ไปจ้างรถเครนเพื่อมาจับไก่ขึ้นมาครับ
ครั้นผ่านพ้นวันนั้นไปได้
แม่ไก่สาว ก้อดัน ทะเล่อทะล่าเดินตกท่ออีกครับ แต่บุญพาวาสนาส่งครับ
แถว ๆ นั้นมีพ่อม้าอยู่ตัวนึง แต่พ่อม้าโครตจนเลยครับ
แก้มตอบมาเลย ยืนสูบบุหรี่ปุ๋ย ๆ อยู่แถวนั้นพอดี
พ่อม้าก้มหน้ามองดูแม่ไก่สาวด้วยความอยากช่วยเหลือครับ
เลยเอากระจู๋ของตัวเองหย่อนลงไปในท่อให้แม่ไก่จับครับ
สุดท้ายก็ให้แม่ไก่จับขึ้นมาจากท่อจนได้
จบแล้วครับ
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าคุณมีกระจู่ ยาวเท่าม้า
คุณไม่มีเงินก็จับไก่ได้ครับผม
อ่า นอกเรื่องมามากแล้ว
มาเข้าเรื่องกันดีกว่า
จริง ๆ แล้วกระผมเนี๊ยะ ไม่ค่อยมีเพื่อนครับ เพื่อนน้อย
แต่เพื่อนแต่ละคนนี่ คุณภาพคับแก้วครับ เป็นพวกตัวจริงเสียงจริงทั้งนั้นเลย
พวกนี้จีบสาวเก่งครับ
เทคนิคเยอะ
และเกิดจากการลองผิดลองถูก กระผมมีเพื่อนคนนึง ผ่านผู้หญิงมามากกว่า 90 คนแล้ว และ จะทะลุหลักร้อยในไม่กี่เดือนข้างหน้า
เป็นตัวเลขที่น่ากลัวครับ
เอาล่ะ มาฟังประสบการของเพื่อนคนนี้ดีกว่าครับ
ขอตั้งชื่อเพื่อนคนนี้ว่า "หื่น" นะครับ
ไอ้หื่นเกิดในครอบครัวคนมีกะตังค์ครับ อีกทั้งมันยัง มีความสามารถเชิงธุรกิจ อีกด้วย มันจึงมีเงินใช้ไม่ขาดมือ อยากได้อะไรเป็นต้องได้จนติดเป็นนิสัยครับ
วันนึง ไอ้หื่นเกิดมีความรักกับสาวโรงเรียนเดียวกัน มันดี๊ดีครับ ร๊าก รักน้องคนนี้เหลือเกินครับ บอกรักแม่งทุกวันเลย
จนมันไปต่างประเทศเพื่อเรียนต่อนั้นแหละครับ ตอนกลับมา มันว่าจะขอสาวเจ้าแต่งงานซักกะหน่อย แต่แม่สาวดันไปมีคนอื่นเสียแล้ว
หลังจากนั้น หื่น กลายเป็น ไอ้หื่น เป็นเสื้อผู้หญิงที่ไม่มีหัวใจครับ
หื่นเล่าว่า มะก่อนมีหัวใจ แต่โดนทำลายไปแล้ว ตอนนี้ ขออยู่อย่างนี้ดีกว่า
หื่นเริ่มจีบสาว โดยเริ่มจากปฎิบัติการเจ้าบุญทุ่มครับ น้องอยากได้อะไรพี่มีให้ ต้องแต่งตัวดี ๆ เอารถพ่อไปอวดสาวครับ แหม ใคร ล่ะจะไม่อยากสบาย
หื่น จีบสาวติดเป็นว่าเล่น และโดนหลอกแด ก เป็นว่าเล่นเช่นกัน
มีช่วงนึงที่หื่นตื้อสาวราว ๆ ปีนึง ไม่สำเร็จซักที เพื่อน ๆ นึกว่าหื่นรักผู้หญิงคนนี้จริงครับ จนกลยุทธของหื่นสำเร็จผล สองคนนี้ได้เสียเป็นผัวเมียกัน หื่นก็หมดรัก หักสวาทเลยครับ เยียวยาไม่หายซักทีอาการเสือผู้หญิงของหื่นนี่ น่าสงสารผู้สาวคนนั้นเหลือเกินครับ
หื่นไปผับ ก็ไปจีบหมอนวด ก็จีบติดอีก
ตอนนี้หื่นก็ยังคอยเสาะหาสาว ๆ ต่อไปครับ
หื่นบอกผมว่า ยิ่งมีผู้หญิงนอนด้วยเยอะเท่าไหร่ หื่นยิ่งเหงา
หื่นบอกว่า ไม่อยากจับมือใคร แล้วเดินไปไหนมาไหนด้วยกัน
แค่อยากมี sex ด้วยแล้วให้จบ ๆ กันไป
หื่นบอกว่า ถึงตอนนี้ ก็ยังรักน้องคนนั้นอยู่ นอนกับผู้หญิงกี่คนก็ไม่หายรักเสียที
อาจเป็นเพราะหื่นอยู่ในสังคมแบบนี้ ต้องฉลาดรู้ทุกเรื่อง ต้องทันเกมส์ ต้องอ่านใจคนเก่ง ทำให้หื่นมีเพื่อนไม่กี่คน หื่นไม่ไว้ใจครับ และ ประตูหัวใจหื่นปิดเสียแล้ว
หื่นเคยบอก ปลาวาฬทรายว่า อย่าเอาอย่างหื่น ให้หาคนที่รักแล้วชีวิตจะมีความสุขที่สุด แค่คนเดียวก็เพียงพอแล้ว
เหมือนคำพูดของ master รุ่งเรือง (หัวหน้าแก๊ง) ว่า จงมีชีวิตครอบครัวอย่าง master รังสรร (น้องชายหัวหน้าแก๊ง และเป็นพ่อ ไอ้คารพ) มาสเตอร์แกรักเดียวใจเดียวครับ
มันไม่สำคัญหรอกว่าใครจะรักเรา แต่สำคัญที่เราจะรักใครมากกว่า
เมียมึงไม่ต้องสวยก็ได้ แต่ขอให้ดี และทำให้มึงรักได้เป็นพอ
หื่น เป็นศาสดาในการจีบสาวครับ ไม่ว่าใคร หื่นจีบสองอาทิตย์ติด หรือบางคน จีบแค่อาทิตย์เดียว หื่นก็จะออกมาประกาศให้โลกรู้ครับว่า มันกินแห้วแล้ว
คำสอนของหื่น
1.รู้จักให้ต้องรู้จักรับด้วย อย่าให้เพลิน เพราะทุกอย่างมีวันหมด ถ้ารู้จักให้กันและกัน มันจะไม่มีวันหมด มีแต่เพิ่ม
2. รู้จักหาและต้องรักษาให้เป็น
3. รักเดียวใจเดียวดีที่สุด
4. คนดี ไม่มีเสน่ อันนี้กรูไม่ค่อยเชื่อครับ เพราะกูเป็นคนดีที่มีเสน่
มาก ๆ
5. ผู้หญิงกะผู้ชาย มันก็เหี้ยเหมือนกัน (อันนี้เหมือนที่ไอ้ผีพูดเลย)
เรื่องของหื่นพอก่อน
แค่นี้นะ บะบาย
***ไม่สังเคราะห์แสง***
|
|||||||||||||
|
|